 (N)
อ่านหนังสือ "พรรณพืช ในประวัติศาสตร์ไทย" ของ ดร.สุรีย์ ภูมิภมร
แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอีกหลายส่วน
สำหรับเมนูตำบักหุ่ง
เพราะในหนังสือได้พูดถึงพืชที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของอาหารจานนี้
คือ มะละกอ และพริก เอาไว้มากพอสมควร
แม้ยังไม่รู้อยู่นั่นเองว่า ตำบักหุ่ง มันเริ่มขึ้นมาเมื่อใด
แต่ก็พอเห็นเค้าๆ อยู่
ทั้ง "มะละกอ" และ "พริก" ถือเป็น "ของนอก" ทั้งคู่
ดร.สุรีย์ ให้ข้อมูลว่า คนที่ทำให้พริกแพร่หลายในโลกคือ
ปีเตอร์ มาร์ทิล ซึ่งเป็นลูกเรือของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา นั่นเอง โดย ปีเตอร์ มาร์ทิล ได้เอาพริก
จากทวีปอเมริกาซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิด ไปปลูกที่สเปน เมื่อ
ประมาณปี พ.ศ. ๒๐๙๖ ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓
แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมิของกรุงศรีอยุธยา
ต่อมาชาวสเปนและชาวโปรตุเกส ได้นำพริกเข้ามาเอเชีย
โดยปลูกในอินเดียประมาณปี พ.ศ. ๒๑๔๓ ซึ่งตรงกับรัชสมัย
ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาแห่งราชวงศ์สุโขทัย
ของกรุงศรีอยุธยา
อินเดียเป็นประเทศที่ร่ำรวยในวัฒนธรรมการกินได้ผลิต
อาหารรสจัด และเป็นเจ้าตำรับเครื่องแกง พริกที่มีรสเผ็ด
ก็คงถูกปรับเข้าไปเป็นองค์ประกอบของอาหารเหล่านั้น
และได้เผยแพร่วัฒนธรรมการกินไปยังผู้คนในประเทศ
ใกล้เคียงในเวลาต่อมา
ดร.สุรีย์ บอกว่า ในปี พ.ศ. ๒๑๔๓ พริกจากอินเดียได้แพร่หลาย
เข้าไปในประเทศจีนและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคงรวมถึง
ไทยด้วย
ถ้ายึดถือตามข้อมูลดังกล่าว ก็น่าจะสันนิษฐานว่า คนไทยรู้จัก
"พริก" เมื่อประมาณ ๔๐๕ ปีที่ผ่านมา
ฉะนั้น คนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้น ไม่น่าจะรู้จักพริก
และคงไม่ได้ลิ้มรสเผ็ดของพริกแต่อย่างใด
อาหารของคนสมัยนั้นจึงน่าจะ "จืด" ไม่เผ็ดร้อนเหมือนทุกวันนี้ ?!?
ส่วนมะละกอนั้น ดร.สุรีย์ บอกว่า เข้ามาประเทศไทย
หลัง "พริก" อีก
ทั้งนี้ ตามเอกสารของกระทรวงต่างประเทศโปรตุเกส
ได้ระบุชัดเจนว่า มะละกอมีถิ่นกำเนิดที่เทือกเขาแอนดีส
แต่บางเอกสารบอกว่ามะละกอมาจากเม็กซิโก หรือหมู่เกาะ
อินเดียตะวันตก บ้างก็ว่ามะละกอมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง
บริเวณประเทศเม็กซิโกตอนใต้และคอสตาริกา
อีกเอกสารหนึ่งยืนยันว่าสเปนได้นำมะละกอมาจากฝั่งทะเล
แคริบเบียนของปานามาและโคลัมเบีย เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๙
เอกสารของสเปนได้ให้รายละเอียดว่า ค็อนควีสทะดอร์ส
หรือเหล่านักรบสเปนที่มีชัยเหนือเม็กซิโกและเปรู เป็นผู้นำ
มะละกอจากสเปนไปปลูกที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรียกว่า
เมลอน ซาโปเต้
ในช่วงปี พ.ศ. ๒๓๑๔ อันเป็นช่วงที่กรุงธนบุรี เป็นราชธานี
ได้มีรายงานของ นายลินโซเตน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวดัตช์ว่า
คนโปรตุเกสได้นำมะละกอมาปลูกที่มะละกา จากนั้นจึงนำไป
ปลูกที่อินเดีย
ส่วนอีกทางหนึ่งได้ขยายไปปลูกที่อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย
สำหรับประเทศไทยนั้นคาดกันว่ามะละกอจะเข้ามาหลายทาง
อาจจะเข้ามาภาคใต้ หรือเข้ามาทางอ่าวไทย
ซึ่ง ดร.สุรีย์ชี้ว่า ดูตามหลักฐานต่างๆ แล้ว น่าจะเชื่อได้ว่า
มะละกอจะเข้ามาประเทศไทยในช่วงต้นของกรุงรัตนโกสินทร์
จึงน่าจะฟันธงได้ว่า คนสมัยอยุธยาขึ้นไป ไม่เคยได้ลิ้มรส
"ส้มตำ" เลย !
ดร.สุรีย์ ให้ข้อมูล "พริกและมะละกอ" เอาไว้เท่านี้
ก็เลยต้องหลับตานึกเอาต่อไปว่า เมื่อมะละกอเข้ามา
ในประเทศไทยในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ โดยเข้ามาทางภาคใต้
และทางด้านอ่าวไทย นั่นก็แสดงว่า กว่าที่มะละกอจะแพร่ไปสู่
ภาคอีสาน ก็คงใช้เวลาอยู่สมควร
และแพร่ไปแล้วก็คงต้องผ่านการลองผิดลองถูก กว่าที่จะนำมา
ปรุงเป็นอาหาร และกลายเป็นสูตรส้มตำที่สุด
จึงเป็นไปได้หรือเปล่า ที่ส้มตำ จะเพิ่งมาเกิดจริงๆ ในช่วงกลาง
สมัยรัตนโกสินทร์ นี้เอง
อย่างไรก็ตาม ดร.สุรีย์ ได้ให้ข้อมูลว่า คนอีสานอาจจะรู้จัก
มะละกอก่อนก็ได้โดยผ่านทางญวน ทั้งนี้ ที่เวียดนามนั้น
มีอาหารที่ชื่อ GO DDU DDU BO KHO คล้ายกับส้มตำ
เป็นอย่างมาก คนเวียดนานกินเล่น และกินกับเส้นขนมจีน
ซึ่งก็ไม่รู้ว่า ใครได้รับอิทธิพลจากใคร
แต่จากข้อมูลตรงนี้ ทำให้เรารู้ขึ้นมาชัดเจนอย่างหนึ่งว่า
"ตำบักหุ่ง" หรือ "ส้มตำ" ไม่ใช่อาหารดั้งเดิมของภูมิภาคนี้
และไม่ได้เก่าแก่อย่างที่นึก
คนอีสานอาจมีเมนู "ตำส้ม" ของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว
ส้ม ก็คือเปรี้ยว
ตำส้ม ก็คงหมายถึง ตำอะไรก็ได้ที่เปรี้ยวๆ อยู่มาวันหนึ่ง
อาจมีคนลองฝานมะละกอดิบลงไปตำหรือคลุก ชิมดูแล้ว
อาจจะเห็นว่าเข้าท่า ยิ่งเติมน้ำปลาแดก ลงไปยิ่ง "นัวมากขึ้น"
สูตรก็คงติดตลาด จากนั้นก็คงแพร่หลาย แทรกเข้าไปเป็นหนึ่ง
ในเมนูอาหารจานหลักของคนอีสาน ในที่สุด
"ของนอก" ก็กลมกลืนกลายเป็นของถิ่น
ทุกวันนี้คนอีสานและตำบักหุ่ง รวมเป็นเนื้อเดียวกันจนแยกไม่ออก
แยกไม่ออก จนหลายคนไม่เชื่อเอาเสียเลย ว่า ตำบักหุ่ง
ที่แซ่บกันอีหลีนี้ เป็น "ของนอก" |