ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : *****วิธีสร้างบุญบารมี (ทาน-1) *****

(N)
พอดีได้รับหนังสือจากผู้ใหญ่ที่ทำงาน อ่านดูแล้วดีมากๆ จึงนำลงแนะนำกัน เป็นหนังสือวิธีการสร้างบุญบารมี พิมพ์แจกกว่า 2 ล้าน เล่ม โดยกองทุนธรรมวิหาร โดยนำเนื้อหาสรุปมาบางส่วนเพื่อพอเข้าใจโดยสังเขป

วิธีสร้างบุญบารมี
พระนิพนธ์ใน สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ วัดบวรนิเวศวิหาร

บุญ ความหมายคือ คุณความดี กุศล ความประพฤติชอบทาง กาย วาจา ใจ และ กุศลธรรม เป็นต้น
บารมี มีความหมายว่า คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด หรือความดีที่บำเพ็ญไว้ หรือข้อปฎิบัติเพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน

วิธีสร้างบุญบารมี ในพระพุทธศาสนานั้นมีอยู่ ๓ ขั้นตอน คือ การให้ทาน , การรักษาศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า “ทาน ศีล ภาวนา”
-การให้ทาน เป็นการสร้างบุญที่เป็นเบื้องต้นที่สุด ได้บุญน้อยที่สุด ในการทำบุญทั้ง ๓ ขั้น ไม่ว่าจะสร้างบุญด้วยการให้ทานมากมายเพียงไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากกว่าการรักษาศีลไปได้
-การรักษาศีล เป็นการสร้างบุญอันดับรองลงมาจากการให้ทาน และถึงจะถือศีลเข้มข้นเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่มีทางจะได้บุญมากกว่าการเจริญภาวนาไปได้
-การเจริญภาวนา เป็นการสร้างบุญที่มีกำลังสูงสุด ได้บุญบารมีมากที่สุด

ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่เน้นแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่น ทำบุญ ตักบาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์วิหารและศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีลนั้น ถึงแม้จะได้บุญมากกว่า แต่ก็ยังมีผู้ปฎิบัติเป็นส่วนน้อย ฉะนั้นเพื่อความเข้าใจอันดี จึงขอชี้แจงถึงวิธิการสร้างบุญบารมี ว่าอย่างไรกระทำแล้วได้บุญบารมีมากที่สุด โดยจะกล่าวถึงเฉพาะการให้ทานเพียงอย่างเดียวก่อนซึ่งเป็นเบื้องต้นที่เราๆท่านๆถือปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันถ้าโอกาสมีจะกล่าวเพิ่มเติมต่อไป

การให้ทาน
ได้แก่การสละทรัพย์สินของตนที่มีอยู่ให้แก่บุคคลอื่น โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข ด้วยความมีเมตตาจิตของตน ทานที่ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ ๓ ประการ กล่าวคือ

องค์ประกอบข้อที่ ๑ “วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์” อันได้แก่สิ่งของ ทรัพย์สินสมบัติ ที่ตนได้สละให้เป็นทาน จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งของที่หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ ในการประกอบสัมมาอาชีพ ไม่ใช่ได้มาด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ได้มาโดยการเบียดเบียนเลือดเนื้อ ทุจริต ลักทรัพย์ ยักยอก หลอกลวง ฉ้อโกง ปล้น หรือชิงทรัพย์ ฯลฯ อันเป็นการได้มาไม่ชอบธรรม หรือเจ้าของทรัพย์นั้นไม่เต็มใจให้ ทรัพย์นั้นย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์ นำเอาไปกินไปใช้ย่อมเกิดโทษ “บริโภคด้วยความเป็นหนี้” แม้จะนำไปทำบุญให้ทาน สร้างโบสถ์วิหาร ก็แทบจะไม่ได้บุญ เนื่องด้วยต้องชดใช้หนี้กรรมต่อการได้มาที่ไม่ถูกต้อง เช่นช่วงสมัยหนึ่งในรัชกาลที่ ๕ มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อ “ยายแฟง” ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณีในสำนักตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง ๒๕ สตางค์ แกชักเอาไว้ ๕ สตางค์ สะสมเอาไว้จนได้ถึง ๒,๐๐๐ บาท แล้วได้จัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งโดยใช้เงินนั้นทั้งหมด เมื่อสร้างเสร็จแก้ปลื้มปิติเป็นอย่างมาก นำไปนมัสการถาม หลวงพ่อโต วัดระฆัง ว่าสิ่งที่แกได้ทำนั้นได้บุญบารมีอย่างไร หลวงพ่อโต ตอบว่า ได้ ๑ สลึง แกก็เสียใจ เหตุที่ได้บุญน้อยก็ด้วยไปเบียดเบียนมาโดยไม่บริสุทธิ์นั่นเอง

องค์ประกอบข้อที่ ๒ “เจตนาการให้ทานต้องบริสุทธิ์” การให้ทานนั้น โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริง ก็เพื่อขจัดความโลภ ความตระหนี่ ความหวงแหนหลงไหลในทรัพย์สมบัติของตนอันเป็นกิเลสหยาม “โลภะกิเลส” และขณะเดียวกันเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วยเมตตาธรรมของตน อันเป็นบันไดแรกในการเจริญเมตตาพรหมวิหาร ในพรหมวิหาร ๔ ให้เกิดขึ้น ถ้าให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่า เจตนาในการทำทานบริสุทธิ์ แต่ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมด้วยกัน ๓ ระยะคือ
(๑) ระยะก่อนที่จะให้ทาน ก่อนที่จะให้ทาน ก็มีจิตโสมนัส ร่าเริง เบิกบาน ยินดีที่จะให้ทาน
(๒) ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน ก็ทำด้วยจิตโสมนัส ร่าเริงยินดี และเบิกบาน ในทานที่ตนกำลังให้ผู้อื่น
(๓) ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานแล้ว เมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ หลังจากนั้นก็ดี นานมาก็ดี เมื่อหวนคิดถึงทานนั้นก็ดี ก็มีจิตโสมนัส ร่าเริงเบิกบาน ยินดีในทานนั้น ๆ
ถ้าถึงพร้อมทั้ง ๓ ระยะข้างต้นแล้วทานนั้นย่อมบริสุทธิ์เต็มกำลัง ย่อมมีผลมาก ได้บุญมาก แต่ก็มีข้อระวัง การให้ทานนั้นต้องไม่เบียดเบียนตนเอง เช่นมีทรัพย์น้อย แต่ทำมากทำให้ครอบครัวเดือดร้อน ทำให้จิตเศร้าหมองทานนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ หรือแม้แต่กระทำเพื่อเอาหน้า ทำอวดผู้อื่น หรืออยากได้สิ่งของตอบแทน เช่น การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล ใส่ชื่อของตนไปยืนถ่ายภาพลงโฆษณาเพื่อให้ได้รับความนิยมยกย่องนับถือ เป็นการให้ทานด้วยความโลภ ด้วยความอยากได้ ก็ถือว่าทานนั้นไม่บริสุทธิ์ให้ผลน้อย

องค์ประกอบข้อที่ ๓ “เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์” ในที่นี้ เนื้อนาบุญ หมายถึง บุคคลผู้รับการทำทาน นับเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบข้อที่ ๑ และ ๒ จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว แต่ผู้รับไม่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ท่านที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล หรือผลบุญไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็ไม่สมบูรณ์
ฉะนั้น ในการทำทาน ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทาน จึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด คนที่รับการให้ทานนั้น หากเป็นผู้ที่มีศีลธรรมสูง ก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดีเกิดผลบุญมาก หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า “ทำบุญอย่าถามพระ หรือตักบาตรอย่าถามพระ หรือไม่เป็นไรถือว่าทำบุญวัด” เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้ เพราะพระในสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยก่อนๆ ที่มุ่งหวังจะทำมรรคผล และพระนิพพานให้แจ้ง แต่สมัยนี้บางคนบวชด้วยคติ ๔ ประการ คือ บวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชผลาญข้าวสุก บวชสนุกตามเพื่อน ธรรมวินัยใดๆ ท่านไม่สนใจ เพียงมีแต่ผ้าเหลืองห่มกาย ก็นึกว่าตนเป็นพระเป็นเนื้อนาบุญ ซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาติโมกข์ ๒๒๗ ข้อ แม้แต่เพียงศีล ๕ ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ ว่าท่านจะมีหรือไม่ บุคคลที่บวชเข้ามาในพุทธศาสนา มีศีลปาติโมกข์สังวร ๒๒๗ ข้อนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น “พระ” แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น เรียกว่า “สมมุติสงฆ์”
พระที่แท้จริงนั้นหมายถึง บุคคลที่บรรลุคุณธรรม ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันเป็นต้นไป ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวช หรือฆราวาสก็ตาม นับว่าเป็น “พระ”ทั้งสิ้น ซี่งในที่นี้ข้อกล่าวสรุปโดยย่อเพียงเท่านี้
การให้ทานที่ได้บุญมากที่สุด ได้แก่การให้ “ธรรมทาน” เป็นการเทศนาสั่งสอนธรรม ตลอดจนการพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทาน เพื่อช่วยให้ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ ได้รู้ หรือที่รู้อยู่แล้ว ให้ได้รู้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ดังมีพุทธดำรัสตรัสไว้ว่า “สัพพทานัง ธรรมทานัง ชินาติ” การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
......ขอโมทนาสาธุ โมทนาสาธุ โมทนาสาธุ ......

โดยคุณ tidtee (932)  [ส. 20 ต.ค. 2555 - 14:25 น.]



โดยคุณ พรชมพู (18.1K)  [ส. 20 ต.ค. 2555 - 16:18 น.] #2511041 (1/4)

โดยคุณ RONADO (10.2K)  [ส. 20 ต.ค. 2555 - 16:33 น.] #2511047 (2/4)

โดยคุณ pupu-25 (4.9K)(8)   [อา. 21 ต.ค. 2555 - 01:11 น.] #2511761 (3/4)

โดยคุณ uthai08 (2.5K)  [อา. 21 ต.ค. 2555 - 09:36 น.] #2511976 (4/4)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1