 (N)
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.มหาราชนครราชสีมา อ.เมืองนครราชสีมา นายแพทย์พินิศจัย นาคพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด หัวหน้าศูนย์โรคหัวใจ รพ.มหาราชนครราชสีมา และ นพ.อนุชิต นิยมปัทมะ อายุกรรมโรคปอด, นพ.ธนากร อนันตเศรษฐกูล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางดินหายใจ, นพ.ชัยวิวัฒน์ ตุงคะเสรีรักษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมอง, แพทย์หญิงวิลาวัลย์ แสงศิรินาคะกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมโรคติดเชื้อ ได้ยืนรอรับพระเทพวิทยาคม หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทดฯ เนื่องจากเกิดอาการอาพาธด้วยอาการอาเจียน สำลัก ไข้ขึ้น 39 องศา ซึม ร่ายกายผอมซีด ไม่มีแรง โดยเริ่มอาพาธเมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.00 น.ของวันนี้ ( 29 พ.ย.2555 ) โดยทางแพทย์โรงพยาบาลอำเภอด่านขุนทดฯ ตรวจพบอาการผิดปรกติ จึงให้นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ ลูกศิษย์ใกล้ชิดอุ้มขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินของ รพ.ด่านขุนทดฯ ส่ง รพ.มหาราชนครราชสีมา
ทั้งนี้ เมื่อเดินทางถึงคณะแพทย์ได้นำตัวหลวงพ่อคูณฯเข้าทำการตรวจเอกซเรย์ปอดอย่างละเอียดชั้นล่าง จากนั้น ได้นำไปยังห้องเอกซเรย์สมองด้วยเครื่องเอกซเรย์ควมพิวเตอร์ความละเอียดความถี่สูง จากนั้น ได้นำขึ้นไปยังศูนย์โรคหัวใจและหลอดเลือด ชั้น 4 ทำการตรวจการเต้นของหัวใจ คลื่นสมอง พร้อมทั้งดูดเสมหะในช่องท้อง โดยใช้เวลาประมาณ 1 ช.ม. จากนั้นได้นำเครื่องสวมหน้ากากใส่ยาขยายหลอดลมตลอดและนำขึ้นไปยังห้อง 9821 ชั้น 8 ห้องรักษาอาการส่วนตัวเป็นประจำทุกครั้ง พักผ่อน โดยมีบรรดาญาติโยมที่อยู่ใน รพ.มหาราชฯต่างนั่งยกมือกราบไหว้เป็นจำนวนมากพอทราบข่าวว่า หลวงพ่อคุณฯอาพาธหนักต่างยกมือไหว้ขอให้หลวงพ่อคูณฯหายโดยเร็ว
นพ.พินิศจัย นาคพันธ์ กล่าวภายหลังตรวจอาการเบื้องต้นว่า หลังจากเมื่อวันที่ 7 ส.ค.2555 ที่ผ่านมาหลวงพ่อคูณฯออกจาก รพ.มหาราชฯ โดยอาพาธด้วยอาการติดเชื้อ และปอดบวม มาวันนี้( 29 พ.ย.2555 ) หลวงพ่อคูณฯ มาด้วยอาการอาเจียน เกิดการสำลัก และแพทย์เฝ้าดูอาการใกล้ชิดและเห็นว่าเริ่มมีเสลดเสมหะมากขึ้น เริ่มมีอาการสะอึกตามมาติดๆ เป็นสัญญาณของเสมหะของหลวงพ่อ และตามมาด้วยอาการหนาวสั่น เริ่มมีไข้ขึ้น 39 องศา เราจึงตัดสินใจนิมนต์ท่านมา รพ.มหาราชฯ เบื้องต้นที่มีแน่ๆ คือ ปอดบวมจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลันและรุนแรง เชื่อว่า น่าจะเป็นจากการสำลัก สาเหตุการสำลักในขณะให้สายยางแบบนี้ความจริงไม่สามารถจะป้องกันการสำลักได้ 100% ก็ได้แค่บางส่วนเท่านั้นเอง ถ้าจะป้องกันสำลักได้ 100% ต้องเอาไปไว้ที่ลำไส้เล็ก ซึ่งลำบากและการให้อาหารยิ่งยาก และผลแทรกซ้อนอาจจะมีมากด้วย คณะแพทย์จึงปรึกษากันเอาแค่ว่าให้อาหารผ่านทางสายยางทางช่องท้อง เพื่อลดการสำลัก ในตอนนั้น แต่อีกเหตุผลคือหลวงพ่อฉันอาหารทางปากหรือฉันเองได้ไม่พอทำให้น้ำหนักลดลงเรื่อย
นพ.พินิศจัยฯ กล่าวว่า ตอนนี้ทราบแน่ชัดเบื้องต้นเรื่องของปอดบวมจากการสำลักที่สำคัญเราให้ยาปฏิชีวนะและรักษาแบบประคับประคองไป และที่สำคัญคงต้องดูว่ามีภาวะแทรกซ้อนในระบบอื่นตามด้วยหรือเปล่า อาการหลวงพ่อตอนนี้ค่อนข้างซึม เงียบ เท่าที่ประเมินทางระบบประสาทยังไม่เห็นอะไรผิดปกติชัดเจน โดยเฉพาะการผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ส่วนการดูแลงต้องงดเยี่ยม ส่วนการให้อาหารทางสายยางช่วงนี้ต้องหยุดไว้ก่อน โดยจะให้ทางน้ำเกลือ ต่อข้อถามถึงอาการคราวนี้ปอดบวมซ้ำที่เดิมถือว่าวิกฤติหรือไม่ นพ.พินิศจัยฯตอบว่า ตนถือว่าอาการวิกฤติ เพราะว่าปีนี้อายุ 90 ปี คราวนี้การสำลักค่อนข้างจะมากกว่าครั้งทีผ่านมาเท่าที่ทำการดูดเสมหะออกมาได้ปริมาณเสอดปนกับที่สำคักเข้าไปค่อนข้างมาก อาการถือว่าหนัก แต่ยังไม่ถึงขั้นโคม่า ส่วนการส่งต่อ รพ.ศิริราชฯหรือไม่นั้น นพ.พินิศจัยฯกล่าวว่า ตอนนี้คิดว่ายังไม่จำเป็น แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เราคิดว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับหลวงพ่อเราก็จะทำ ส่วนการรักรักษาตัวกี่วัน ณ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ ขอรายงานกันวันต่อวันไป เราต้องดูอาการหลวงพ่อเป็นวันๆ ส่วนความดัน 152/70 ถือว่าสูงเล็กน้อย เพราะหลวงพ่อไม่ปกติ แต่มีไข้ 39 องศาฯ น้ำหนัก 45 กก. ส่วนให้ยาวัณโรคเราหยุดมาได้ 2 วันแล้วตอนนี้ท่านหายดีแล้ว โดยรักษามา 1 ปี 6 เดือนหยุดยาเมื่อวันที่ 27 พ.ย.2555 ที่ผ่านมานี้ อาการหลวงพ่อคูณ คราวนี้ตนในฐานะแพทย์บอกตรงๆว่า ซีเรียสกว่าทุกครั้ง เพราะทั้งเรื่องอายุ และโรคประจำตัวของหลวงพ่อ อย่างไรก็ตามอาการคราวนี้คณะแพทย์เราสามารถรับมือได้ไหว ส่วนผลการตรวจอย่างน้อยต้องดู 3 วันก่อน ต้องเรียนว่า อาการหลวงพ่อเวลาสำลักมีทั้งกรดในกรเพาะด้วยทำให้ปอดอักเสบ และอาจจะมีเชื้อโรคในลำคอตามไปด้วย ซึ่งเราระวังกันอย่างมาก แต่ถามว่าเกี่ยวกับการให้อาหารหรือไม่ คงไม่ใช่ และคงไม่เกี่ยวกันแน่นอน นพ.พินิศจัย กล่าว |