ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : จับโกหก จับยังไง จับได้จริงๆหรือ ?



(N)
จากประสบการณ์ของผม
ดูเหมือนว่าพลังพิเศษที่หลายคนอยากมีถัดจากการบินได้และหายตัว ก็คือ
การจับโกหกคนอื่นได้ เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับหลายคน
ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกครับ เพราะนอกจากมันจะทำให้เราดูเท่ระเบิดแล้ว
สีหน้าของคนที่เราเพิ่งจับไต๋เขาได้
ก็มักจะแสดงอารมณ์โกรธเคืองปนจนมุมได้อย่างน่าจดจำยิ่งนัก!

ในปัจจุบันมีทั้งหนังและหนังสือมากมายในท้องตลาดที่สอนเรื่องการจับโกหก
ล่าสุดซีรี่ส์เรื่อง “Lie to me” จากสหรัฐอเมริกาก็สร้างรายได้ถล่มทลาย
ด้วยการนำเสนอเรื่องราวที่มีพระเอกเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการจับโกหก
ใครสนใจเรื่องนี้ก็ไปหามาดูได้นะครับ

ผมคลั่งไคล้การจับโกหกถึงขนาดเลือกทำงานวิจัยเรื่องการจับโกหกสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย
ซึ่งผลก็คือผมได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและวิธีการจับโกหกอย่างมีประสิทธิภาพมามากมาย
และการศึกษาเรื่องนี้อย่างเจาะลึกก็ทำให้ผมเรียนรู้ด้วยว่า
วิธีการจับโกหกที่เราเห็นในหนังสือหรือซีรี่ส์ต่างๆมักใช้ไม่ได้ผล
เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่เล่าต่อๆกันมาเพื่อความบันเทิง

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการจับโกหก Pamela Meyer
ยังเขียนไว้ในหนังสือ Liespotting ของเธอเอาไว้ด้วยว่า
คนส่วนใหญ่จับโกหกได้ถูกต้องเพียง 54%
แต่ผู้เชี่ยวชาญจับโกหกได้ถูกต้องถึง 90% (คือเกือบทั้งหมด)
ฉะนั้น คนที่จับโกหกเก่งจะต้องเรียนรู้ทั้งหลักทางวิทยาศาสตร์และทักษะในการสังเกตที่แยบคาย
โดยข้อมูลที่ผมกำลังจะให้คุณนั้นได้รับการยืนยันจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์
(และด้วยตัวผมเอง) แล้วว่าใช้ได้ผลเกือบทุกครั้ง

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยครับ!

1. ตั้งคำถามโดยไม่ให้ตั้งตัว
ในการชกมวย ต่อให้คู่ต่อสู้หมัดหนักแค่ไหน
แต่ถ้าเราตั้งการ์ดรับได้ทันท่วงที เราก็มักจะทนรับแรงกระแทกของหมัดได้อย่างสบาย
ฉันใดก็ฉันนั้น ในการยิงคำถามที่จะใช้หาข้อเท็จจริง ก็อย่าเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งรับทัน
(เพราะถ้าเขาไม่มีอะไรต้องปิดบังจากเรา ความจริงย่อมเป็นเกราะป้องกันตัวเอาเขาไว้อยู่แล้ว)

มันไม่สำคัญว่าเราจะยิงถามในห้อง สถานที่ หรือช่วงเวลาใด
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ก็คือ…

1.1 อย่าถามโดยเกริ่นนำก่อนว่า “อืม… ฉันมีเรื่องสำคัญจะถาม”
หรือ “ตอนนี้คุยได้ไหม มีอะไรอยากจะถามหน่อย”
เพราะถ้าคนๆนั้นเป็นคนโกหกเก่ง
การเกริ่นนำเช่นนี้จะทำให้เขาหรือเธอเตรียมพร้อมที่จะมองตา
และตอบคุณอย่างจริงใจไปเรียบร้อยแล้ว
ดังนั้นคุณจะไม่มีโอกาสสังเกตภาษากายต่างๆที่จะหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกของเขาได้เลย

1.2 อย่าเรียกเขาหรือเธอมานั่งคุย หรือนัดวันเวลาคุยล่วงหน้า
โดยทำให้เขาหรือเธอรู้ (และรู้สึก) เหมือนว่าเป็นการนัดเพื่อสอบปากคำ

1.3 อย่าถามโดยไม่มองหน้า เช่นหันหลังถาม (แบบเท่ๆเหมือนที่เห็นในหนัง)
หรือมองไปทางอื่นตอนที่กำลังตั้งคำถาม
เพราะสีหน้าและท่าทางที่เราต้องสังเกตให้ดี
จะเผยออกมาในช่วงเวลาระหว่าง 3-4 วินาทีหลังจากที่เราถามเสร็จเท่านั้น

2. สังเกตสายตา
ลบความคิดเก่าออกไปให้หมดครับ! คนที่โกหกเก่งจะไม่หลบตาคุณ
แต่ตรงกันข้าม เขาจะจ้องตาคุณนานผิดปกติ
เพราะเขารู้ว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการทำให้คุณเชื่อเขาอย่างสนิทใจ!

อย่างไรก็ตาม คนบางคนเป็นคนจ้องตาคนเวลาพูดอยู่แล้ว
และคนบางคนก็ไม่จ้องตาเอาเสียเลย
ฉะนั้นเราต้องรู้ “baseline” หรือพฤติกรรมในยามปกติของคนๆนั้นเสียก่อน
เพื่อที่เราจะสังเกตได้ว่า เวลาเขาเจอคำถามของเรา
เขามีพฤติกรรมต่างไปจากเดิมหรือเปล่า

3. ฟังน้ำเสียง
คนที่พูดความจริง ระดับน้ำเสียงของเขาเวลาตอบจะอยู่ในระดับปกติที่เขาพูด
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการปิดบังหรือบิดเบือนความจริง น้
ำเสียงของเขาในตอนตอบจะเบาลงหรือไม่ก็พุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ
และหลายครั้งคำพูดของเขาจะไม่ต่อเนื่องและชัดเจนเท่ากับเวลาเขาพูดเรื่องทั่วๆไป

จำไว้นะครับว่า “ความจริง คือสิ่งปกติ”
เพราะการพูดความจริงแปลว่าคนๆนั้นสามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ตอนที่พูด
แต่ถ้าบางคำถามทำให้เขาแสดงพฤติกรรมและน้ำเสียงที่ต่างจาก baseline ของเขา
ก็เป็นสัญญาณบอกว่าเขากำลัง “พูดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเขา”

4. สังเกตการเคลื่อนไหวทางร่างกาย
อันนี้เป็นเคล็ดลับที่สำคัญมาก
คนที่กำลังโกหกมักจะเคลื่อนไหวร่างกายช้าลงอย่างกระทันหัน
นั่นก็เพราะการโกหกต้องใช้พื้นที่และพลังงานของสมองมากกว่าการพูดความจริง
การพูดความจริงต้องอาศัยสมองส่วน hippocampus
(ซึ่งเกี่ยวข้องกับความทรงจำ) เพียงอย่างเดียว
แต่การโกหกต้องอาศัยทั้งสมองส่วน hippocampus
และ frontal lobe ซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า
ที่เกี่ยวข้องกับการจินตนาการ
เพราะคนโกหกต้องใช้จินตนาการในการสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาผสมกับเรื่องเก่า
โดยสมองส่วนหน้าเป็นสมองส่วนที่ใช้พลังงานเยอะมาก
ดังนั้นสมองส่วนที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนไหวทางร่างกาย (primary motor cortex)
มักจะทำงานน้อยลงไปชั่วขณะ

5. สังเกตการโกรธกลบเกลื่อน หรือการยิงคำถามกลับ
ถ้าคุณยิงคำถามแล้วอีกฝ่ายหนึ่งแสดงอาการโกรธขึ้นมาอย่างกระทันหัน
หรือพูดว่า “คุณก็รู้จักผมดีไม่ใช่เหรอ ถามอย่างนี้มาได้ยังไงกัน…”
หรือ “นี่เรารู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้ว คุณไม่ไว้ใจฉันเลยหรือไง…”
ก็เป็นสัญญาณอันตรายว่าเขาอาจจะโกหกคุณอยู่
เพราะคนที่พูดความจริงจะตอบเลยว่า “ใช่” “ไม่ใช่” “เปล่า” “ผมไม่ได้ไป” “ฉันอยู่บ้าน” ฯลฯ
แต่หลักการทำงานของระบบป้องกันตัวทางจิตของคนโกหก
เช่น ความโกรธ หรือการพยายามต่อสู้ด้วยการยิงคำถามกลับ
จะเริ่มดำเนินการก็ต่อเมื่อคนๆนั้นรู้สึกว่าตัวเองจะต้องปกป้องอะไรบางอย่าง
(ซึ่งก็คือความจริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่นั่นเอง)

นอกจากนั้น การโกรธกลบเกลื่อนหรือการยิงคำถามกลับ
ยังเป็นการที่จิตใต้สำนึกพยายามดึงความสนใจของคู่สนทนาไปที่หัวข้ออื่น
(เช่นการให้หันมาง้อ หรือการให้ลองนึกถึงระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา)
เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมานั่นเอง

6. คนโกหกมักพยายามหาทางโน้มน้าวคุณมากผิดปกติ (overcompensation)

จำไว้ว่าคนที่พูดความจริง จะไม่มีความพยายามมากเกินไปที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อ
เพราะฉะนั้นเขาจะให้คำตอบที่ไม่ชักแม่น้ำทั้งห้า
ทว่าสามารถบอกรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นๆกับคุณได้อย่างชัดเจนและไม่ติดขัด
แต่คนโกหกมักจะหลีกเลี่ยงการให้รายละเอียดแล้วเสนอว่า
“คุณไปถามคนที่ทำงานดูก็ได้ว่าผมเป็นคนซื่อสัตย์หรือเปล่า”
หรือ “ถ้าคุณไม่เชื่อฉันก็ลองโทรไปถามนิดดูสิ เอาเบอร์นิดไม๊ล่ะ”
คนจำนวน 9 ใน 10 ที่ถูกท้าทายเช่นนี้จะไม่ทำตามที่อีกฝ่ายหนึ่งท้า
เพราะ 1. กลัวคนอื่นมองว่าตนเองเป็นคนขี้จับผิด
2. ขี้เกียจ เนื่องจากตอนนี้กำลังเค้นความจริงจากเจ้าตัวอยู่
3. ไม่ได้สนใจคำท้าทาย สนเพียงว่าอีกฝ่ายหนึ่งพูดได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่
ดังนั้น การอ้างให้ไปถามคนอื่น (character-references)
จึงเป็นนิสัยไม่ดีของคนขี้โกหกที่มักทำให้รอดตัวได้อยู่เสมอ

7. สังเกตการประวิงเวลา
คนโกหกที่ไม่ได้เตรียมพร้อมมาอย่างดี เมื่อเจอคำถามตอนที่ยังไม่ได้ตั้งตัว
มักจะใช้คำเชื่อมหรือการทวนคำถามเพื่อประวิงเวลาในการสร้างสรรค์เรื่องที่จะตอบ
เช่น “อืม… อะไรนะจ้ะ เมื่อวันศุกร์หน่ะเหรอ”
หรือ “เอิ่ม… คุณหมายถึงสร้อยคอที่คุณเคยให้มาหน่ะเหรอค่ะ อันที่เป็นสีเงินๆนั่นใช่ไม๊…”

ทั้งนี้และทั้งนั้น เราต้องมั่นใจว่าตัวเองได้เอ่ยปากถามอย่างชัดเจน
และได้มองตาคู่สนทนาแล้วตอนที่ตั้งคำถาม
เพราะเขาอาจจะไม่ได้ยินจริงๆก็ได้ ทว่าถ้าเราถามชัดเจนแล้ว มองตาแล้ว
แต่คู่สนทนายังถามซ้ำและแสดงพฤติกรรม
ที่สอดคล้องกับจุดน่าสังเกตอื่นๆที่ผมได้นำเสนอไป
ก็ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ได้เลยว่า… คุณอาจกำลังถูกหลอก!

เทคนิคเหล่านี้สามารถนำไปใช้จับโกหกได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ได้ตั้งตัว
เพราะถึงแม้เขาจะได้อ่านคอลัมน์นี้มาแล้ว และรู้วิธีโกหกอย่างแนบเนียน
แต่ถ้าเรายิงคำถามตอนที่เขายังไม่ได้ตั้งตัว
หน้าต่างแห่งความจริงก็จะเปิดเผยให้เราเห็นภายใน 3-4 วินาทีแรกอยู่ดี
เพราะปฏิกิริยาตอบโต้ในยามที่คนเราเผลอ
จะหลุดออกมาจากจิตใต้สำนึกที่ไม่อาจควบคุมได้

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะฝากไว้ว่า
การโกหกที่น่ากลัวที่สุด และจับได้ยากที่สุด
ก็คือการโกหกตัวเอง ฉะนั้น คุณต้องระวังการโกหกชนิดนี้ไว้ให้ดี
เพราะสุดท้าย แม้คุณจะจับโกหกคนทั้งโลกได้
แต่ถ้าคุณยังไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเอง คุณก็ไม่อาจเป็นมนุษย์ที่นอนหลับได้อย่างมีความสุข
เดินได้อย่างงามสง่า และสามารถยืดอกรับความสำเร็จได้อย่างเต็มภาคภูมิ

และนั่น… คือความจริงครับ!

ที่มา
http://www.dhamdee.com/?p=3046

โดยคุณ panyasuparat (396)  [อา. 01 ก.ย. 2556 - 17:51 น.]



โดยคุณ panyasuparat (396)  [อา. 01 ก.ย. 2556 - 17:53 น.] #2979080 (1/2)


(N)
มิน่า....โกหกแฟนไม่เคยได้เลย เธอรู้ทันหมดว่าผมซ่อนเงินใว้ใหน
เพราะผมแสดงอาการออกหลายอย่าง เรียกว่าไม่เนียนครับ 5555555

โดยคุณ Tumnapat (1.2K)  [อา. 01 ก.ย. 2556 - 20:51 น.] #2979295 (2/2)
เป็นประโยชน์ดีครับ เดี๋ยวลองกับเมียก่อนเลยดีกว่า

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1