ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : */*/* มี ด ห ม อ ห ล ว ง พ่ อ เ ดิ ม /*/*/*



(D)


เมื่อนั้น องค์พระอวตารเรืองศรี
ทราบความทุกข์ร้อนประชาชี ปฐพีเดือดเข็ญเป็นอาจิณ
ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ผู้ภิกขาจารกลับทุศีล
ประชาชนยากจนทั้งแผ่นดิน พวกทมิฬฮึกห้าวอหังการ
เสนาอำมาตย์ขาดธรรม คนดีถูกย่ำเหมือนหมูหมา
คุณธรรมขึ้นตรงต่อเงินตรา นักวิชาการพากันขายตัว
อาเพศเหตุนี้ชี้ชัด ทั้งรัฐพากันส่ายหัว
ความดีถูกทำให้มืดมัว ความชั่วถูกสร้างอ้างว่าดี
อาเพศเหตุแรง แห้งแล้งทั่วทั้งกรุงศรี
ทุกข์ราษฏร์ถึงองค์พระจักรี ทรงมีพระบัญชาด้วยห่วงใย
บัดนั้นกำแหงหนุมานรับโองการให้แก้ไข จึงเร่งรีบรุดเร็วไว
กรีฑาพลไปในแผ่นดินฯ

หนุมาน เป็นลิงเผือก (กายสีขาว) มีลักษณะพิเศษ คือ มีเขี้ยวแก้วอยู่กลางเพดานปาก มีกุณฑลขนเพชร สามารถแผลงฤทธิ์ให้มีสี่หน้าแปดมือ แลหาวเป็นดาวเป็นเดือนได้ ใช้ตรีเพชร (สามง่าม) เป็นอาวุธประจำตัว(จะใช้เมื่อรบกับยักษ์ตัวสำคัญๆ) มีความเก่งกล้ามากสามารถแปลงกาย หายตัวได้ ทั้งยังอยู่ยงคงกระพัน แม้ถูกอาวุธของศัตรูจนตาย เมื่อมีลมพัดมาก็จะฟื้นขึ้นได้อีก เมื่อนางสวาหะถูกมารดาสาปให้ไปยืนตีนเดียวเหนี่ยวกินลม พระอิศวรจึงบัญชา ให้พระพายนำเทพอาวุธของพระองค์ไปซัดเข้าปากของนาง นางจึงตั้งครรภ์และคลอดบุตรเป็นลิงเผือก เหาะออกมาจากปาก ได้ชื่อว่าหนุมาน หนุมานจึงถือว่าพระพายเป็นพ่อของตน หนุมานได้ถวายตัวเป็นทหารเอกของพระราม ช่วยทำการรบจนสิ้นสงคราม
ขั้นตอนการแสดงลิเก
แบ่งได้เป็น ๔ ช่วง คือ โหมโรง ออกแขก ละคร และ ลาโรง
โหมโรง
เป็นการบูชาเทพยดาและครูบาอาจารย์ พร้อมทั้งอัญเชิญท่านเหล่านั้น มาปกปักรักษาและอำนวยความสำเร็จให้แก่การแสดง นอกจากนั้น ยังเป็นการ อุ่นโรง ให้ผู้แสดงเตรียมตัวให้พร้อมเพราะใกล้จะถึง เวลาแสดง และเป็นสัญญาณแจ้งแก่ประชาชน ที่อยู่ทั้งใกล้และไกล ให้ได้ทราบว่าจะมีการแสดงลิเก และใกล้เวลาลงโรงแล้ว จะได้ชักชวนกันมาชม
โหมโรงเป็นการบรรเลงปี่พาทย์ตามธรรมเนียมการแสดงละครของไทย เพลง ที่บรรเลงเรียกว่า โหมโรงเย็น ประกอบด้วย เพลงชั้นสูงหรือเพลงหน้าพาทย์ ๑๓ เพลง บรรเลงตามลำดับคือ สาธุการ ตระนิมิตร รักสามลา ต้นเข้าม่าน ปฐม ลา เสมอ เชิดฉิ่ง เชิดกลอง ชำนาญ กราวใน และวา ถ้าโหมโรงมีเวลาน้อยก็ตัดเพลงลงเหลือ ๔ เพลงคือ สาธุการ ตระนิมิตร กราวใน และวา แต่ถ้ามีเวลามากก็บรรเลงเพลงเบ็ดเตล็ดแทรกต่อจากเพลงกราวใน แล้วจึงบรรเลงเพลงวาเป็นสัญญาณจบการโหมโรง
ออกแขก
เป็นการคำนับครู อวยพรผู้ชม ขอบคุณเจ้าภาพ แนะนำเรื่อง อวด ผู้แสดง ฝีมือการร้องรำ และความหรูหรา ของเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ผู้ชมสนใจ และเตรียมพร้อมที่จะชมต่อไป ออกแขกเป็น การเบิกโรงลิเกโดยเฉพาะ
การออกแขก มี ๔ ประเภทคือ ออกแขกรดน้ำมนต์ ออกแขกหลังโรง ออกแขกรำเบิกโรง และออกแขกอวดตัว
ออกแขกรดน้ำมนต์ โต้โผ คือ หัวหน้าคณะหรือผู้แสดงอาวุโสชาย แต่งกาย แบบแขกมลายูบ้าง ฮินดูบ้าง มีผู้ช่วยเป็นตัวตลกถือขันน้ำตามออกมา แขกร้องเพลงออกแขกชื่อว่า เพลงซัมเซ เลียนเสียงภาษามลายู จบแล้วกล่าวสวัสดีและทักทายกันเอง ออกมุขตลกต่างๆ เล่าเรื่องที่จะแสดงให้ผู้ชมทราบ จบลงด้วยแขกประพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลแก่การแสดง และเป็นการอวยพรผู้ชม การออกแขกรดน้ำมนต์ไม่ค่อยมีแสดงในปัจจุบัน
ออกแขกหลังโรง โต้โผหรือผู้แสดงชายที่แต่งตัวเสร็จแล้วช่วยกันร้องเพลงซัมเซอยู่หลังฉากหรือหลังโรง แล้วจึงต่อด้วยเพลงประจำคณะ ที่มีเนื้อเพลงอวดอ้าง คุณสมบัติต่างๆของคณะ จากนั้นเป็นการประกาศชื่อและอวดความสามารถของศิลปิน ที่มาร่วมแสดง ประกาศชื่อเรื่องและเนื้อเรื่อง ย่อที่จะแสดง แล้วลงท้ายด้วยเพลงซัมเซอวยพรผู้ชม
ออกแขกรำเบิกโรง คล้ายออกแขก หลังโรง โดยมีการรำเบิกโรงแทรก ๑ ชุด ก่อนลงท้ายด้วยเพลงซัมเซอวยพรผู้ชม รำเบิกโรงนี้มักแสดงโดยลูกหลานของผู้แสดง ที่มีอายุน้อยๆ เป็นการฝึกเด็กๆให้เจนเวที เป็นการรำชุดสั้นๆสำหรับรำเดี่ยว เช่น พม่ารำขวาน พลายชุมพล มโนห์ราบูชายัญ หรือชุดที่คิดขึ้นเอง เช่น ชุดแขกอินเดีย ในกรณีที่เป็นการแสดงเพื่อแก้บน รำเบิกโรงจะเป็น รำเพลงช้าเพลงเร็ว โดยผู้แสดงชาย - หญิง ๒ คู่ ตามธรรมเนียมของการรำแก้บนละคร ซึ่งเรียกว่า รำถวายมือ เมื่อจบรำเบิกโรงแล้ว ข้างหลังโรงจะร้องเพลงซัมเซอวยพรผู้ชม
ออกแขกอวดตัว คล้ายออกแขก รำเบิกโรง แต่เปลี่ยนจากรำเดี่ยวหรือรำถวาย มือมาเป็นการอวดตัวแสดงทั้งโรง ผู้แสดงทุกคนจะแต่งเครื่องลิเก นำโดยโต้โผหรือพระเอกอาวุโสร้องเพลงประจำคณะ ต่อด้วยการแนะนำผู้แสดงเป็นรายตัว จากนั้นผู้แสดง ออกมารำเดี่ยว หรือรำหมู่ หรือรำพร้อมกันทั้งหมด คนที่ไม่ได้รำก็ยืนรอ เมื่อรำเสร็จ แล้วก็ร้องเพลงซัมเซอวยพรผู้ชม แล้วทยอยกันกลับเข้าไป
การออกแขกเป็นการแสดงลิเกที่สืบทอดมาจากลิเกสวดแขก แม้จะเปลี่ยนแปลง ไปตามกาลเวลา ก็ยังพอเห็นองค์ประกอบเดิมอยู่บ้าง เช่น เพลงและการที่ผู้แสดง แต่งตัวเป็นแขก
สมัยก่อนย้อนหลังกลับไปสัก 5-6 สิบปีก่อนบ้านเมืองยังไม่เจริญดังเช่นทุกวันนี้มักจะมีการแสดงโขน ลิเก ตามวัดในต่างจังหวัดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นอีกอาชีพหนึ่งของศิลปินพเนจรสมัยนั้น บ้างก็ถูกจ้างไปแสดงเพื่อแก้บน บ้างก็เปิดการแสดงเองเพื่อเก็บเงินจากผู้ชมเพื่อหาเลี้ยงชีพ และก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้นต้องมีการรำเบิกโรงก่อน สมัยนั้นพวกมนต์ดำไสยเวทฝ่ายต่ำยังชุกชุม และนักแสดงมักประสบพบเจอการเล่นของลองของอยู่เสมอ ทำให้เป็นอุปสรรคแก่การเสดง และ บางทีก็ไปเจอภูมิผีปีศาจเล่นงานเอาเพราะไปตั้งเวทีทับที่ทับทางผีเจ้าที่เข้า ทำให้เกิดอาเพศต่างๆนานา เมื่อมีโอกาสทำการแสดงที่วัดหนองโพธิ์เจ้าของวงลิเกและโขนมักจะของของดีจากหลวงพ่อเดิมเพื่อไว้ป้องกันอุปสรรคดังกล่าวจากภูตผัปีศาจและไสยเวทฝ่ายต่ำอยู่เสมอ บ่อยครั้งที่หลวงพ่อเดิมมักจะทำมีดหมอลงอาคมมอบให้แก่ศิลปินเหล่านี้อยู่เสมอ เพื่อไว้รำเบิกโรงขับไล่ภูมิผีปีศาจและไล่สิ่งชั่วร้ายที่เป็นอัปมงคลแก่การแสดงของคณะโขน และคณะลิเกพเนจรทั้งหลาย เพื่อให้เป็นศิริมงคลและเมตตามหานิยมแก่คณะศิลปินดังกล่าว มีดหมอเหล่านี้ส่วนใหญ่จะแกะเป็นรูปหนุมานอาสา(ขุนกระบี่อาสา) หรือแกะเป็นรูปท้าวเวสสุวรรณ เพื่อเป็นเคล็ดแก้สิ่งชั่วร้ายต่างๆให้หลีกลี้หนีห่างไปเมื่อเข้าใกล้รังษีแห่งอำนาจพระเวทที่บรรจุพุทธาคมกำกับเอาไว้
มีดหมอเล่มนี้ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ทุกประการ ใบมีดเป็นเหล็กสีดำซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของมีดหมอหลวงพ่อเดิมทุกประการ ที่ฝักมีการจารอักขระลงกำกับไว้อีกทีหนึ่งเพื่อความเข้มขลังเอกอุในการใช้งานด้วยครับ เปิดให้บูชาราคาเบาๆที่ 6500 บาทครับ สนใจติดต่อโดยตรงได้ที่เบอร์ 081-8450902(วินัย) ตลอดเวลาครับ

โดยคุณ win2498 (0)  [ศ. 20 ก.พ. 2552 - 13:15 น.]



โดยคุณ win2498 (0)  [ศ. 20 ก.พ. 2552 - 13:23 น.] #528783 (1/1)


(D)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1