ร่วมเสนอความคิดเห็น
หัวข้อกระทู้ :
อีกดอก.....ลพ.สงวน วัดไผ่พันมือ.....แบบหายากๆ
(D)
พิมพ์ขี่ครุฑ เนื้อผงอิทธเจล้วน หลังติดรูป อ๊อฟชั่นครับ
ถึงพระหลวงพ่อจะไม่แพง แต่ความหายากน่ะ เอาเรื่องเลยทีเดียวครับ
โดยคุณ
เอ_วัดเสด็จ
(
5.3K
)
[จ. 20 ต.ค. 2551 - 11:12 น.]
โดยคุณ
เอ_วัดเสด็จ
(
5.3K
)
[จ. 20 ต.ค. 2551 - 11:13 น.] #396124 (1/4)
(D)
อีกหน่อย.........ด้านหลังติดรูป กระดาษหนังไก่
โดยคุณ
Chew_JJ
(
3.6K
)
[จ. 20 ต.ค. 2551 - 13:56 น.] #396258 (2/4)
โดยคุณ
kumairoo
(
3.7K
)
[จ. 20 ต.ค. 2551 - 20:47 น.] #396570 (3/4)
เพิ่งเห็นเหมือนกัน สวยครับ
โดยคุณ
เอ_วัดเสด็จ
(
5.3K
)
[อ. 21 ต.ค. 2551 - 06:48 น.] #396843 (4/4)
(D)
******* ขอบคุณครับพี่ พระท่านมีหลายพิมพ์มาก เพราะสร้างเอง สร้างไปเรื่อยๆ ที่เล่นหาสะสมกันเป็นมาตรฐานมีอยู่ไม่กี่พิมพ์ แต่ถ้าแท้ ไม่ว่าพิมพ์ไหนยุคไหน เรื่องเมตตาดีสุด สมกับเป็นเจ้าของตำนาน *** ลูกอมแกว่งน้ำให้สาวกิน *** นั่นแหล่ะครับ
ชาตะ เมื่อปี 2460 มรณะภาพ เมื่อวันที่ 14 ก.พ 2536 เดิมสมัยเป็นฆราวาส ท่านมีนิสัยนักเลง เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่ยอมคน ไม่กลัวใครรู้จักสนิมสนมกับเสือในสมัยก่อน อาทิ เสือมเหศวร เป็นต้น แต่อายุน้อยกว่า (ภายหลังจากที่ท่านบวช เสือมเหศวรยังได้ไปมาหาสู่ ช่วยสร้างวัดไผ่พันมือ ตลอดจนแม้ท่านมรณภาพก็ยังมาเป็นประธานในงานฌาปนกิจ) ราวปี 2480 2485 ทางราชการเร่งปราบปราม บรรดาเสือและสมัครพรรคพวก หลวงพ่อสงวนเกรงว่าจะถูกทางราชการเพ่งเล็ง ว่าเป็นสมัครพรรคพวกบรรดาเสือในจังหวัดสุพรรณบุรี จึงได้บรรพชาที่วัดสังโฆษิตาราม เมื่อราวปี 2480-2483 โดยมีหลวงพ่อครื้น เป็นพระอุปัชฌาย์ (ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังด้าน ผงอิทธิเจ สร้าง ตุ๊กแก จระเข้ พระเครื่องเนื้อผง ที่มีชื่อเสียงมานาน ขนาดที่ว่าเวลาปลุกเสกต้องกางมุ้ง) เล่าเรียนธรรมะศึกษาพระปริยัติธรรมได้นักธรรมตรี-โท-เอก และอักขระเลขยันต์คาถาอาคม การเขียนผง ลบผงอิทธิเจ จากพระอุปัชฌาย์จนเชี่ยวชาญ พร้อมๆกันนั้นศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับหลวงพ่อครื้นด้วยหลังจากอุปสมบทได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดองครักษ์ อ.บางปลาม้า สุพรรณบุรี ราว 4-5 พรรษา ชาวบ้านเลื่อมใสในปฎิปทาต้องการให้ท่านเป็นสมภาร(เจ้าอาวาส) แต่ท่านไม่ต้องการรับตำแหน่ง หวังจะศึกษาวิชาคาถาอาคมที่ได้ร่ำเรียนมา จึงได้ย้ายไปอยู่ที่วัดบ้านกร่าง ในราวปี 2490 จนในที่สุดได้ลาสิขาบท เมื่อราวปี 2498 ที่วัดบ้านกร่าง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี จากนั้นจึงได้พบหญิงคนรัก มีครอบครัว บุตรและธิดา รวม 2 คน ก่อนที่ท่านจะบรรพชาอีกครั้งในราวปี 2505 บวชครั้งนี้ท่านจำพรรษาที่วัดทุ่งแฝก ท่านก็ได้จำพรรษาที่วัดทุ่งแฝก ประมาณ 6 - 7 พรรษา และเริ่มสร้างเครื่องราง เป็น ลูกอมเนื้อผง แจกแก่ชาวบ้าน ครั้งแรกในราวปี 2510 ที่วัดทุ่งแฝก แต่ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับเด็กๆมากกว่า เพราะคราวแรกชาวบ้านไม่ค่อยชอบลูกอม หลังจากที่เด็กๆแขวนลูกอมของท่าน แต่ถูกหมากัดไม่เข้า จึงเริ่มมีชาวบ้านมาขอลูกอมท่าน หลังจากนั้นท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดไผ่พันมือ ราวปี 2512 ซึ่งขณะนั้น เป็นวัดร้าง ไม่มีพระจำพรรษา ท่านก็เริ่มที่จะบูรณะวัด โดยสร้างกุฏิไม้หลังเล็กๆขึ้นและจำพรรษาอยู่เพียงรูปเดียว ออกบิณฑบาตแต่ละทีต้องเดินทางตั้ง5-6 ก.ม ต้องตื่นแต่เช้าตรู่จึงจะทันชาวบ้านตักบาต
....คืนหนึ่งนอนหลับฝันไปว่าหลวงพ่อดำซึ่งเป็นพระประธานในวิหารร้างบอกกับท่านว่าให้เริ่มพัฒนา"วัดไผ่พันมือ"แล้วท่านจะช่วย..เวลาออกบิณฑบาตจึงนำเอาข่าวนี้ไปบอกชาวบ้าน..ชาวบ้านต่างให้ความสนใจ จึงมาช่วยกันบูรณะปฎิสังขรณ์สร้างทุกๆอย่างที่พึงประสงค์ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี...ท่านถือหลักว่า"ไม่เรี่ยไร"ทุกคนมาทำบุญด้วยใจศรัทธาทั้งสิ้น
ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก
http://anchalit.multiply.com/photos/album/40/40
รูปถ่ายและตราวัดด้านหลัง ไม่ใช่ข้อยุติ เพราะของเก๊ทำได้ .........เช่าหาโปรดระวังด้วยครับ...ผมก็โดนอยู่บ่อยๆเหมือนกัน...ต้องปรึกษาสายตรงเค้าครับ
!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
Copyright ©G-PRA.COM
www1