ร่วมเสนอความคิดเห็น
หัวข้อกระทู้ :
หลวงปู่สีอายุยืนเต็มองค์
(D)
สภาพสวยมากนํามาแบ่งให้ชมครับ
โดยคุณ
poohpp
(
2.6K
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 04:11 น.]
โดยคุณ
poohpp
(
2.6K
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 04:12 น.] #729397 (1/8)
(D)
**
โดยคุณ
เด็กตาคลี
(
974
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 06:08 น.] #729521 (2/8)
โดยคุณ
ขุนเมืองจันทร์
(
2.9K
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 08:13 น.] #729614 (3/8)
โดยคุณ
100PIPERS
(
4.4K
)
(
3
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 10:33 น.] #729809 (4/8)
โดยคุณ
minemint
(
2.9K
)
[พ. 15 ก.ค. 2552 - 22:05 น.] #730650 (5/8)
โดยคุณ
poohpp
(
2.6K
)
[พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:28 น.] #757956 (6/8)
เทพธิดามาฟังสวดมนต์
กาลต่อมาลูกศิษย์ของหลวงปู่ยามใดที่เห็นหลวงปู่ว่างจากการปฏิบัติธรรม ก็มักจะให้หลวงปู่สีท่านเล่าเรื่องราวต่างๆ ในการเดินธุดงค์ของหลวงปู่ว่าได้พบเห็นอะไรบ้างตามป่าที่หลวงปู่ผ่านพบมาในครั้งธุดงค์
หลวงปู่ครับ เวลาที่หลวงปู่เดินธุดงค์ในป่าลึก ๆ ที่ไม่มีบ้านคนอยู่ ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แล้วหลวงปู่จะไปบิณฑบาต กับใครที่ไหนครับ?
การบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์ สงฆ์แม้จะอยู่ในที่ใดก็ตามก็ต้องบิณฑบาตตามปกติ การบิณฑบาตในป่า ก่อนที่จะบิณฑบาต พระธุดงค์ทุกรูปที่ปฏิบัติอยู่ในป่าจะต้องเข้าสมาบัติ แผ่เมตตา มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์ ต่อจากนั้นก็ออกบิณฑบาตไปตามป่า ก็จะมีคนนำข้าวนำอาหารมาใส่บาตร แปลกอยู่ที่ว่า ผู้ที่มาใส่บาตรนั้นแต่ละคนหน้าตางดงาม แต่งกายสะอาด พูดจาไพเราะ พวกในป่าเขาใจดี เขาไม่ให้พระอด ไม่ว่าอยู่ในที่แห่งใดถึงเวลาใส่บาตรพวกเขาก็จะมาใส่บาตรกัน
พระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ไปอยู่ไหน ณ ที่แห่งใดก็จะไม่ทุกข์ยาก ย่อมมีเทพเทวดาสงเคราะห์ ไม่เฉพาะแต่พระสงฆ์เท่านั้น แม้แต่พวกฆราวาสก็เช่นกัน หากทำดี เทวดาก็จะดูแลรักษาช่วยเหลือเช่นกัน
เทวดาตามป่าเขา เขาชอบฟังธรรม เวลาพระทำวัตรสวดมนต์พวกเทพเทวดาก็จะพามันมาฟัง บ้างก็จะกล่าวว่า
ท่านเจ้าขา ท่านสวดมนต์จนเสียงมนต์สะเทือนไปทั่ว นานๆ จะมีพระมาโปรด ขอท่านโปรดกรุณาเทศนาด้วยเถิดเจ้าค่ะ
หลวงปู่ท่านเล่าว่าพวกเทวดาบางพวก เขาก็ชอบฟังบทพระธัมมจักกัปวัตนสูตร บางหมู่ก็ชอบกรณียเมตตสูตร เวลาพระสวดมนต์จบ หรือเทศน์จบ จะได้ยินเสียงสาธุพร้อมๆ กัน เสียงก้องกังวานน่าฟัง ต่อจากนั้นก็กราบลงพร้อมกันอย่างงดงาม
หลวงปู่ท่านพยายามย้ำอยู่เสมอว่า นรกสวรรค์ มีจริงนะ
ดั่งธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงไว้ เป็นธรรมที่ไม่มีกาลเวลา ผู้ส้องเสพซึ่งรสพระธรรมเมื่อใด ย่อมได้รับรสแห่งธรรมนั้นทุกเมื่อ นับเป็นธรรมของโลกโดยแท้
กุศลธรรมเหล่าใด อันทำให้บุคคลเป็นเทพบุตร เทพธิดา เสวยทิพยสมบัติอยู่ กุศลธรรมเหล่านั้น เป็นสิ่งที่สมควรนำมาทบทวน กระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหลงลืมละเว้น เพราะเหตุแห่งทิพยสมบัติที่เสวยอยู่มาปิดบังอำพรางไว้
ทิพยสมบัติที่เสวยอยู่นี้ แท้จริงเป็นของเสื่อมได้ หมดได้ เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ด้วยเป็นเพียงโลกียสมบัติ เมื่อกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้หมดลง ความสุขอันนี้ก็จะกลายเป็นทุกข์หรือจะต้องไป
เกิดใหม่ตามภพภูมิ ตามกรรมดี กรรมชั่วของตน ที่ยังเหลืออยู่
ทิพยสมบัติมิใช่ตัวอัตตา ตัวตนที่เราท่านจะมายึดถีอหวงแหนเอาไว้ ด้วยเหตุนี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสย้ำเป็นคำสุดท้าย ก่อนที่พระองค์ท่านปรินิพพานว่า
ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม ความไม่ประมาทนั้นคือ ควรระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนได้กระทำมาดีแล้ว และพากเพียรกระทำต่อไปมิให้ขาดสาย
เป็นส่วนหนึ่งที่หลวงปู่ท่านเคยนำเอาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาอบรมให้เหล่าเทพและเทวดาฟังในป่าเขา เมื่อท่านถูกนิมนต์ให้เทศน์
คุณโยมเทพบุตร เทพธิดาทั้งหลาย ผู้มีความปีติสุข ความอิ่มเอิบในทิพยสมบัติเป็นเครื่องอยู่ เป็นผู้นิราศแล้วจากทุกข์ทั้งปวง แม้กระนั้นคุณโยมก็มิได้อยู่บนความประมาท หลงอยู่ในทิพยสมบัติ มีจิตปรารถนาจะได้รับรสพระธรรม เป็นที่น่ายินดีอนุโมทนา ความปรารถนาในกุศลธรรมนั้นเป็นบุญที่ควรอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง
คุณโยมทั้งหลายที่เสวยทิพยสมบัติอยู่ จงพิจารณาให้ดี จะเห็นว่ายังเป็นโลกที่ไม่มีแก่นสาร อาจกล่าวได้ว่าเป็นโลกที่ไม่มีตัวตน เป็นแต่แสงสว่างแผ่ซ่านอยู่ อันเป็นโลกที่ละเอียดอ่อน ด้วย
อำนาจของจิตที่เป็นอกุศลธรรม ให้โยมปรากฏให้อาตมาได้เห็น ก็ด้วยอำนาจของจิตอธิษฐาน
จิต เป็นนามธรรม ไม่มีรูปที่จะประกอบกรรมดี หรือชั่วได้อย่างมนุษย์ แต่จิตก็สามารถบริจาคทาน เจริญสมาธิ รักษาศีล ได้เช่นกัน คุณโยมผู้เป็นเทพทั้งหลายพึงใช้จิตบริจาคทาน ใช้จิตรักษาศีล ใช้จิตเจริญสมาธิ ได้เช่นกัน คุณโยมผู้เป็นเทพทั้งหลายพึงใช้จิตบริจาคทาน ใช้จิตรักษาศีล ใช้จิตเจริญสมาธิ
การบริจาคทานด้วยจิต ก็คือให้ความกรุณา ให้ความเมตตา แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย นับได้ว่าเป็นทานบารมีอันยิ่งใหญ่
ศีล ก็ย่อมรักษาได้ด้วยจิต จิตของคุณโยมเป็นกุศลจิต จึงนับได้ว่า ได้รักษาศีลไว้โดยสมบูรณ์
สมาธิ ก็คือทำจิตให้ตั้งมั่น อะไรที่เป็นอุบายให้จิตตั้งมั่น? ก็คือการตามระลึกถึงอนุสติ ๑๐ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีนึกภาวนาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า เป็นต้น จิตภาวนาคำว่า พุทโธ ให้เป็น
อารมณ์จิตอยู่สม่ำเสมอต่อเนื่อง กุศลธรรมก็จะสูงขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อคุณโยมผู้เป็นเทพได้ตระหนักชัดว่าความเป็นเทพนั้นยังเป็นโลกียสมบัติ เป็นสิ่งสมมุติ ไม่คงทนถาวร เสื่อมได้ หมดได้ สิ้น
ไปได้ ก็จงอย่ามีความประมาท เวลาสวรรค์แม้แต่จะยาวนานกว่าโลกมนุษย์ถึงร้อยเท่า พันเท่า จะพ้นจากไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นไม่ได้ สิ่งสมมุติทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วย่อมดับ จงขวนขวายละสมบัติไปสู่ วิมุตติ เถิด จึงจะพ้นจากการเวียนว่ายในวัฎสงสาร
หลวงปู่สี ท่านมิได้ติดยึดอยู่กับที่ ท่านจะธุดงค์แสวงหาความวิเวกไปยังสถานที่ต่างๆ พร้อมทั้งโปรดเทพเทวา สรรพสัตว์และมนุษย์ ไปยังดินแดนต่าง ๆ อันเป็นการปฏิบัติตามครูบาอาจารย์แต่เดิมมา
การธุดงค์แสวงหาความวิเวกนั้น ครูบาอาจารย์แต่เดิมมา ท่านไม่ให้ติดที่อันเป็นสัปปายะ ดินแดนที่สุขสบาย จะต้องละจากไปเรื่อยๆ ลำบากบ้าง สบายบ้าง อดบ้าง ฉันบ้าง ไม่ยึด ไม่ให้ถือ ให้เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ ให้ระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ธรรม คือ ธรรมชาติ ธรรมชาติ คือ ธรรม
มองไปตามพื้นดินในป่าใหญ่ เราจะมองเห็นธรรมหล่นเกลื่อนกลาด ธรรมเหล่านั้นก็คือใบไม้แห้ง เป็นสิ่งที่แสดงสภาวธรรมให้เห็นถึงความเป็นอนิจจัง ใบไม้หลุดร่วงลงมาจากต้น แปรสภาพสลายกลายเป็นอื่นในที่สุด หรือไม่ก็รอการถูกเหยียบย่ำป่นปี้แหลกสลายกลายเป็นผง เป็นดินไปในที่สุด เมื่อเป็นดินแล้ว ต่อมาเมล็ดพันธุ์หล่นลงมา จากสูงมาต่ำ กลายเป็นฐานรองรับให้เมล็ดพันธุ์นั้นงอกงาม เป็นต้น เป็นใบเจริญเติบโต แตกกิ่งก้านสาขา ออกดอก ออกผล ผลิใบอ่อน เจริญไปตามกาล กลายเป็นใบแก่ จากเขียวเป็นเหลือง แล้วก็หลุดร่วงลงมา หมุนเวียนเปลี่ยนไปอยู่เช่นนี้
ยามใดที่เงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบน ก็จะพบใบไม้บนต้น ยังมีมากมายเป็นแสนเป็นล้านๆ ใบ พระพุทธเจ้าพระองค์จึงรับสั่งแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปว่า ธรรมที่พระองค์ได้แสดงมาแล้ว เป็นเพียงใบไม้แห้งเพียง ๑ กำมือเท่านั้น ส่วนธรรมที่ยังมิได้แสดง ตลอดอายุของพระองค์ ยังมีมากดุจดังใบไม้ในป่า
โดยคุณ
poohpp
(
2.6K
)
[พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:29 น.] #757960 (7/8)
โปรดญาติโยม
หลวงปู่ลี ฉนฺทสิริ นอกจากท่านจะอบรมสั่งสอนธรรมกับชาวบ้านตามที่ทุรกันดาร ตามป่าดงพงเขาเป็นกลุ่มชนที่ห่างไกลความเจริญซึ่งมีพระน้อยรูปที่จะเข้าไปอบรมสั่งสอน เพราะผู้คนนักบวชส่วนใหญ่ชอบที่จะอยู่ในถิ่นที่มีความเจริญทางวัตถุมากกว่า นอกจากชาวบ้านทุ่ง ชาวบ้านป่าก็พวกเทพเทวาอารักษ์ และพระเณร ผู้ปฏิบัติธรรม หลวงปู่ท่านมีอุบายธรรมในการอบรมสั่งสอนอย่างลึกซึ้ง ท่านจะยกพระพุทธองค์ พระธรรมของพระพุทธองค์เป็นคำสอน เป็นผู้สืบทอดต่อ เช่น การอบรมพระเณรในเรื่องการเดินบิณฑบาต พระพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนให้เดินบิณฑบาต เดินจงกรม เดินธุดงค์ เป็นการรักษาสุขภาพร่างกายทำให้ไม่เมื่อยขบ ไม่หนาว เวลาเดิน ท่านให้เดินอย่างสำรวม เดินอย่างมีสติ เอาจิตจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก เวลาเดินจะแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ หรือไม่ก็ภาวนามนต์บทใดบทหนึ่ง อย่างเช่น สัมมาอะระหัง หรือ พุทโธ
เวลาเข้าไปรับบาตร ก็ให้มองพิจารณาลงในบาตร เพื่อมิให้ตาสอดส่าย เพื่อมิให้จิตปรุงแต่ง การคิดปรุงแต่งย่อมเกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต ถ้าตาไปเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส แม้ไม่ได้สัมผัส จิตมันก็ปรุงแต่งจากสัญญาขึ้นมาได้
เมื่อสัมผัสแล้วทำอย่างไร?
เมื่อจิตเกิดปรุงแต่งท่านก็ให้พิจารณาถึงสิ่งตรงกันข้ามเสีย ความสวยในที่สุดมันก็ไม่สวยได้ ยามชราเนื้อหนังมังสามันก็เหี่ยวย่น ยามตายผิวมันก็จะบวมฉุ แตกปริเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็น
มันจะสวยไหม? ท่านบอกไว้ทุกอย่างทุกทาง แม้กระนั้นเจ้าความอยากในกามคุณมันก็ยังเล็ดลอดออกไปได้
ท่านก็สอนให้มีสติ คอยระวังรักษาจิต คอยรู้เท่าทันอารมณ์กิเลส
คำสอนของพระองค์ แม้จะประเสริฐยอดเยี่ยมอย่างไร ถ้าไม่ปฏิบัติด้วยตนเองแล้วก็ยากที่จะพ้นทุกข์ได้ ถึงเราจะประกอบงานอาชีพอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ทำด้วยตนเอง อาศัยจมูกคนอื่นหายใจคอยให้เขาทำให้ ก็จะไม่เกิดผลแก่ตน ธรรมปฏิบัติที่จะทำให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องรู้ด้วยตนเอง เห็นด้วยตนเอง จึงจะเกิดปัญญารู้แจ้งถึงทางพ้นทุกข์นั้น การตอบแทนคุณท่านก็คือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์
ผู้มีบุญวาสนาได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่ ได้ฟังธรรมจากหลวงปู่ ต่างก็เกิดความปีติซาบซึ้งในรสพระธรรมคาสั่งสอน และทุกคนก็จะได้ยินคำสอนของหลวงปู่ที่พยายามกล่าวย้ำให้ทุกคนหมั่นปฏิบัติธรรม ประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม ความดีสิคงทน แต่ความจนสิอยู่นาน
คติธรรมของหลวงปู่ที่ว่า ความดีสิคงทน นั่นก็หมายความว่า ให้ทุกคนสร้างแต่ความดี เพราะความดีเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ทั้งปัจจุบันและอนาคต ส่วนคำที่ว่า ความจนสิอยู่นาน นั่น ท่านหมายถึงคนที่จนปัญญา ไม่รู้จักแสวงหาใส่ตัวก็เป็นคนจนตลอดไป
นอกจากธรรมะอันเป็นของวิเศษ ที่ให้แก่สานุศิษย์ ทั้งเพศบรรพชิต และฆราวาส ที่ไปกราบหาท่าน พวกลูกศิษย์ใกล้ชิดต่างทราบดีว่า ทุกสิ่งทุกอย่างของหลวงปู่ล้วนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ควรแก่การจดจำและเก็บรักษา
โดยคุณ
poohpp
(
2.6K
)
[พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:30 น.] #757963 (8/8)
เทวดาบอกเหตุ
คืนวันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่สีนั่งบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่นั้น เป็นเวลาดึกสงัดประมาณกว่าสองยามเห็นจะได้ จิตของท่านอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิคือ สมาธิอย่างอ่อนๆ กำลังพิจารณาสังขารธรรมอยู่อย่างเพลิดเพลินเจริญใจ ไม่ลดละความเพียร พลันทันใดก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นในห้วงสมาธิ มีชายผู้หนึ่งนุ่งขาว ห่มขาว ได้เดินเข้ามาคุกเข่าก้มลงกราบท่านแล้วพูดว่า
นิมนต์หลวงพ่อย้ายกลดขึ้นไปอยู่บนเขาเสียเถิด ด้วยคืนนี้จะมีน้ำป่าพัดผ่านมาที่นี่ หลวงพ่อจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
แล้วภาพนิมิตของเทวดาผู้นั้นก็หายไป หลวงปู่สีท่านจึงอธิษฐานจิตบารมีพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ และพระอรหันตสาวกทั้งหลาย เพื่อขอตรวจดูเหตุการณ์ด้วยทิพยจักษุญาณ พลันก็พบว่า
ไกลออกไปทางเหนือ ฝนกำลังตกหนักมืดครึ้ม มีพายุและฟ้าแลบน่ากลัวมาก เห็นน้ำป่ากำลังทะลักทลายลงมาจากภูเขา พัดพาถล่มต้นไม้ในป่าเสียงดังกึกก้องไปหมด น่ากลัวมาก กระแสนำป่านั้นกำลังพัดมาทางจุดที่ท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่อย่างรุนแรง
หลวงปู่สีรู้สึกประหลาดใจระคนสงสัย จึงถอยจิตออกจากสมาธิลืมตาขึ้นดู พบว่าบริเวณหุบเขาที่ท่านพักอยู่ แสงเดือนหงายยังแจ่มจรัส อากาศก็เย็นสบายปลอดโปร่งรื่นรมย์ไม่มีเค้าเมฆฝนอยู่ในท้องฟ้าเลย
แต่เหตุการณ์ผ่านไปสักชั่วอึดใจใหญ่ ทันใดนั้น ท่านก็ได้ยินเสียงอื้ออึงดังมาจากเบื้องทิศเหนือ เสียงนั้นน่ากลัวมาก คล้ายเสียงรถไฟหลายขบวนวิ่งแข่งกันเข้ามาในป่าไม่มีผิด ทำให้ท่านแน่ใจทันทีว่า โอปปาติกะ เทพเทวาปรากฏกายเข้ามาแจ้งเหตุในนิมิตนั้น บอกกล่าวเป็นความจริง และทิพยจักษุญาณของท่านก็เห็นภาพแน่ชัดไม่ใช่ภาพหลอนหลอกแต่อย่างใด เสียงอื้ออึงนั้นเป็นเสียงน้ำป่าห่าใหญ่เกาลงพัดมาอย่างรวดเร็ว รุนแรงมากอย่างแน่นอน
นี่คือภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล ไม่มีใครจะไปห้ามมันได้ เราผู้เป็นสมณะผู้บำเพ็ญธรรมไม่บังควรจะกีดขวางธรรมชาติ
รำพึงเช่นนี้แล้ว ท่านก็ถอนกลดจัดแจงย้ายขึ้นไปอยู่บนเขาสูงให้พ้นอันตราย แต่หาได้ตื่นกลัวแต่อย่างใดไม่
พอแบกกลดใส่ป่าข้างหนึ่งสะพายบาตรอีกข้างแล้ว ท่านก็ออกเดินจะขึ้นเขาไป กระทำจิตให้มั่นคงภาวนาไปเรื่อยๆ ไม่รีบร้อนอะไร เพราะเสียงน้ำป่าอื้ออึงนั้นยังอยู่ไกล คงไม่มาถึงตัวท่านรวดเร็วแน่ เดินภาวนาไปสักครู่ก็ขึ้นเขาสูง
ท่านมองลงมาจากหน้าผา เห็นกระแสน้ำมหึมาไหลกรากท่วมต้นไม้ใบหญ้าบริเวณที่ท่านนั่งภาวนาอยู่ในหุบเขานั้น กลายเป็นทะเลสาบไปหมดในพริบตา ช่างอัศจรรย์ใจในธรรมชาติที่งดงามแต่ฝังแฝงด้วยภยันตรายนานัปการ
พอรุ่งเช้าน้ำป่านั้นก็หายวับไปกับตา นี่แหละธรรมชาติของน้ำป่ามาเร็วหายไปเร็ว และเป็นภยันตรายร้ายแรงน่ากลัวยิ่งนัก หลวงปู่สีนับว่ามีบุญญาภิสมภารสูงถึงรอดตายมาได้ในครั้งนี้ จะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาช่วยชีวิตไว้ก็ให้น่าสงสัยมาก
ป่าหลวงพระบาง
จากพม่า หลวงปู่สีท่านก็ข้ามแม่น้ำโขง จาริกธุดงค์ไปยังหลวงพระบาง รอนแรมบุกป่าฝ่าดงอันหนาแน่นไปด้วยต้นไม้ และขวากหนาม เส้นทางทุรกันดารยากลำบาก วกไปเวียนมา มองไปทางไหนมีแต่ป่าแต่เขาสูงใหญ่ จนอ่อนล้าเพราะหลงทิศทาง เดินไปทั้งวันก็วกกลับมาที่เดิม ไม่น่าเชื่อ สัตว์ตัวกระจ้อยร่อยประเภทดูดเลือด เช่น ฝูงทากก็มากมาย คอยรบกวนให้ได้รับความรำคาญอยู่ตลอดเวลา ตะวันยอแสงฉาบสีทองเอิบอาบขุนเขาสูงใหญ่เบื้องหน้า เป็นภาพสวยงามตระการตาราวกับมณีวิเศษอันมีสีต่าง ๆ
ท่านรู้สึกชื่นชมกับธรรมชาติในยามใกล้สนธยาเบื้องหน้า จึงรุดตรงไปยังเชิงเขา เพื่อจะยึดเอาเขาลูกนี้เป็นที่พักแรมคืน ภูมิภาพอันสวยงามเบื้องหน้า เงาหมู่ไม้อันทอดยาว แสงสะท้อนจากกลุ่มเมฆสีขาวสลับซับซ้อนเบื้องบนเป็นสีระยับวะวับวาว ทำให้หุบเขาแห่งนั้นหลายเป็นสีรุ้ง ดั่งว่าเนรมิตไว้ฉะนั้น
ค่ำวันนั้น หลวงปู่สีท่านได้หยุดปักกลดที่เชิงเขาในคูหาถ้ำอันกว้างขวางสะอาดสะอ้านคล้ายมีคนมาคอยปัดกวาดไว้เป็นประจำ ที่ใกล้ๆ มีลำน้ำใสไหลเย็นไหลผ่าน.
หลังจากลงไปสรงน้ำในลำธารเป็นที่ชุ่มชื่นเย็นกายเย็นใจแล้ว ท่านก็กลับเข้ามาในถ้ำนั่งพักผ่อนอยู่พักหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงได้นั่งสมาธิภาวนาด้วย พุทโธ เป็นวัตถุปกติเสมอมา แสงเดือนกระจ่างนวลใสสาดเข้ามาในถ้ำ กระแสลมที่พัดอยู่รวยรินทำให้สดชื่นเย็นสบายใจ บรรยากาศภูมิประเทศก็เงียบสงัดวิเวก เหมาะสำหรับบำเพ็ญสมณธรรมพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ ด้วยประการทั้งปวง
เวลาผ่านไปอย่างสม่ำเสมอ ท่านจึงถอนจิตจากสมาธิเปลี่ยนมาเป็นเดินจงกรมที่บริเวณหน้าถ้ำ ท่ามกลางแสงเดือนกระจ่างสว่างพราวเหมือนกลางวัน
ผจญเสือโคร่ง
มีเสียงกระหึ่มร้องดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เสียงร้องรับกันทางโน้นที ทางนี้ที แสดงว่ามีเสือออกหากินในยามราตรี เสียงร้องของมันทำให้ป่าที่วังเวงด้วยเสียงจักจั่นเรไรที่ร้องระงม เงียบเสียงไปหมดสิ้น ดั่งต้องมนต์อาถรรพณ์
หลวงปู่สีมิได้สนใจ ไม่ได้นึกเกรงกลัวแต่อย่างใด ถือว่าสัตว์ป่าออกหากินไปตามประสาของมัน ท่านคงเดินจงกรมไปตามปกติ ด้วยอิริยาบถสม่ำเสมอ มี มหาสติปัฏฐาน เป็นหลักคอยควบคุมกายและใจอยู่ตลอดเวลา ไม่วอกแวก
เสียงเสือขานรับกันคำรามใกล้เข้ามาทุกที แล้วในที่สุดเสียงกระหึ่มร้องนั้นก็เงียบหายไป
ท่านเดินจงกรมกลับไปกลับมาอยู่พักใหญ่ รู้สึกเฉลียวใจว่ามีอะไรผิดปกติข้างทางเดินจงกรมจึงชำเลืองมองไป
พลันก็ได้เห็นเสือโคร่งตัวใหญ่มาก ตัวใหญ่เกือบเท่าม้าล่ำพีมีจำนวน ๒ ตัว กำลังจ้องมองดูท่านอยู่อย่างเงียบๆ ท่านรู้สึกสงสัยว่า มันมายืนจ้องมองท่านอยู่เช่นนี้เพี่อต้องการอะไรหนอ? ถ้ามันต้องการจะจับตะครุบท่านกินเป็นภักษาหาร มันน่าจะทำลงไปแล้ว ไม่น่าจะพากันจ้องมองไม่กระดุกกระดิกเช่นนี้เลย ดูๆ ไปแล้วก็น่ารักน่าสงสาร สวยงามสง่า ในจิตใจของท่านมีแต่เมตตา
พอท่านคิดเช่นนี้ พลันทันใดเสือใหญ่ทั้ง ๒ ตัว ก็ส่งเสียงคำรามร้องกระหึ่มขึ้นมาพร้อมๆ กัน ดังสนั่นหวั่นไหวไปหมดจนแก้วหูอื้อ เมื่อได้ยินเสียงคำรามขึ้นพร้อมๆ กันเช่นนั้น ท่านก็คิดในใจว่า ชะรอยพวกมันคงจะพูดบอกความในใจกับท่านอันเป็นภาษาของมันละกระมัง พอท่านคิดเช่นนั้นมันก็พามันร้องสนั่นขึ้นมาอีก จนสะเทือนไปทั้งป่า
หลวงปู่สีคงเดินจงกรมผ่านหน้ามันไปมาเป็นปกติ มันก็ไม่ทำอะไรได้แต่จ้องมองตามอิริยาบถเคลื่อนไหวของท่านอย่างเงียบ ๆ อยู่เป็นเวลานาน แล้วพวกมันก็พามันถอยห่างเดินหนีหายไปในป่า คงทิ้งไว้แต่ความเงียบสงัดดุจดังเดิม
บรรลุธรรม
หลวงปู่สีเที่ยวบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ภาคเหนือ พม่า-หลวงพระบาง และธุดงค์ลัดเลาะข้ามลำแม่น้ำโขง ตัดเข้าภาคอีสานของประเทศไทย เป็นเวลานานถึง ๙ ปี ตลอดเวลา ๙ ปี ท่านจาริกไปตามสถานที่ต่างๆ นับไม่ถ้วน หลังจากท่านบรรลุธรรมวิเศษ จึงปรากฏว่าค่อยมีพระลูกศิษย์เพิ่มมากขึ้น
พระลูกศิษย์ทั้งหลายที่บุกบั่นรอนแรมเข้าป่าดงไปหาหลวงปู่สี ท่านจะให้อยู่กับท่านไม่นานนัก แล้วท่านก็จะสั่งให้แยกย้ายกันออกหาที่วิเวกตามที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนามุ่งทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
ท่านให้พักตามถ้ำบ้าง ตามชายเขาและยอดเขาบ้าง การขบฉัน อาหารก็ให้ออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านชาวป่าชาวเขา บางครั้ง ๗ - ๘ วันถึงได้ออกบิณฑบาตกัน เพราะมัวแต่เพลิดเพลินเจริญในสมาธิวิปัสสนาจนลืมเวล่ำเวลา ลืมคืนลืมวัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าหิวโหยอ่อนเพลียเจ็บไข้ได้ป่วยกันแต่อย่างไร เพราะจิตสงเคราะห์มีความสุข ชุ่มชื่นเย็นใจ เย็นกาย ด้วยอำนาจบารมีธรรม
มีพระลูกศิษย์ของท่านบางองค์มีอำนาจจิตแก่กล้า บุญญาบารมีสูง ทรงอภิญญา ๖ สามารถทรงตัวอยู่ในสมาธิวิปัสสนาได้เป็นเวลานานถึง ๓ เดือน ก็มี โดยที่ไม่ขบฉันอาหารเลย นอกจากฉันแต่น้ำอย่างเดียวนับเป็นเรื่องมหัศจรรย์
พระธุดงค์กรรมฐานศิษย์หลวงปู่สี ล้วนเป็นผู้เด็ดเดี่ยวอาจหาญมาก เที่ยวแสวงหาธรรมกันในป่าในเขาถิ่นอันตรายแบบเอาชีวิตเข้าแลกจริงๆ ไม่อาลัยชีวิตยิ่งกว่าธรรม ที่ใดมีเสือ มีอำนาจป่าเร้นลับ น่าสะพรึงกลัว หลวงปู่สีจะสั่งให้พระไปอยู่ที่นั่น เพราะเป็นสถานที่ช่วยกระตุ้นเตือนสติปัญญามิให้นิ่งนอนใจ ความเพียรก็จำต้องติดต่อกันไปเอง และเป็นเครื่องหนุนใจให้มีกำลังขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าปกติที่ควรจะเป็น ท่านเองก็บาเพ็ญสุขวิหารธรรมอยู่โดดเดี่ยว ในป่าในเขาอันชุกชุมด้วยสัตว์ร้ายสงัดเงียบปราศจากผู้คนทั้งกลางวัน กลางคืน
การติดต่อกับพวกกายทิพย์ เช่น เทวบุตร เทวธิดา อินทร์ พรหม พญานาค และภูตผีที่มาจากที่ต่างๆ ท่านถือเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องมีจริง เป็นเรื่องลี้ลับพิสดารที่พระธุดงค์กรรมฐานเท่านั้นจะพานพบรู้เห็นได้ เหลือวิสัยที่จะพูดที่จะอธิบายให้ปุถุชนชาวบ้านเข้าใจได้ เพราะปุถุชนชาวบ้านทั่วไปมีความช่างสงสัย เป็นนิสัย
ชาวบ้านศึกษาเรียนรู้ ช่างจด ช่างจำ ช่างสงสัย หมายรู้เอาด้วยทางวัตถุสิ่งมีตัวตนจับต้องได้.มองเห็นได้ แต่ทางพระ ศึกษาเรียนรู้ทางจิตที่ไม่ใช่วัตถุ การรู้เห็นทางจิตจึงเป็นอาจรู้ด้วยสติปัญญานามธรรม ดังนั้นการเห็นการรู้ของพระและของชาวบ้านจึงแตกต่างกัน
หลวงปู่สีท่านมีการติดต่อกับพวกกายทิพย์จากโลกวิญญาณ เช่นเดียวกับมนุษย์ติดต่อไปมาหาสู่กันกับพวกมนุษย์ชาติต่างๆ ที่รู้ภาษากันนั่นเอง เพราะท่านชำนิชำนาญในทางนี้มานานแล้ว
การพบเห็นพวกวิญญาณของท่าน ไม่ใช่สิ่งลวงตาลวงใจ หรือเป็นเพียงภาพมายา หากเป็นเรื่องจริงที่ท่านพิสูจน์เห็นแท้แน่นอนในทุกแง่ทุกมุมไม่ผิดพลาด
ท่านพักอยู่ในป่าในเขา โดยมากก็ได้ทำประโยชน์ไปรดสัตว์ อบรมสั่งสอนข้ออรรถธรรมแก่พวกกายทิพย์ แต่ละภูมิแต่ละชั้น ตามภูมิปัญญาแต่ละชั้น ให้พวกเขาได้ซาบซึ้งในอรรถธรรม
พวกชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นอีอ้อ ขมุ มูเซอ แม้ว เย้า เหล่านี้นับถือผีสางนางไม้ หลวงปู่สีได้แผ่ธรรมะเข้าไปถึงชีวิตจิตใจพวกเขา ทำให้พวกเขาเคารพเลื่อมใสท่านมาก ทั้งทำให้ชาวป่าชาวเขาเป็นคนดีมีสัตย์ มีศีล หันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง
พบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ป่าหลวงพระบาง
เมื่อคราวที่หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ เดินธุดงค์อยู่ในป่าหลวงพระบาง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๘ ได้พบกับพระภิกษุมั่น ภูริทัตโต เดินธุดงค์ในป่าหลวงพระบาง พระภิกษุลีและพระภิกษุมั่น ได้พบกันและร่วมเดินธุดงค์ด้วยกัน ยามพักผ่อนก็สนทนาธรรมกัน
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พรรษาอ่อนกว่าหลวงปู่สี ฉนฺทสิริ ๖ พรรษา หลวงปู่สี อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๑ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๓๖ ส่วนอายุ อ่อนกว่าหลวงปู่สี ๒๑ ปี หลวงปู่มั่น ชาตะ วันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๔๑๓
หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ ชาตะ วันอังคาร เดือน ๕ ปีระกา ตรงกับวันอังคารที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๒
พระอาจารย์ทั้งสองถึงจะอายุต่างกัน แต่มีปฏิปทาในการปฏิบัติ มุ่งมั่นในพระพุทธศาสนา จากวัยที่ต่างกัน หลวงปู่มั่นจึงให้การเคารพหลวงปู่สี เรียกหลวงปู่สีว่า หลวงพี่
ในขณะที่ร่วมเดินธุดงค์ ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า ไม่เฉพาะแต่พระอาจารย์มั่นเท่านั้น ในขณะที่หลวงปู่ปฏิบัติธรรมอยู่ในดง ในป่า หลวงปู่สีท่านได้พบพระที่ชอบปฏิบัติอยู่ตามป่าดงอีกหลายรูปด้วยกัน แต่หากไม่มีใครถาม ท่านก็จะไม่พูดไม่เล่าให้ฟัง เพราะหลวงปู่ท่านเป็นพระพูดน้อย สำรวม มุ่งแต่ปฏิบัติธรรมเป็นชีวิต
ทราบจากคำบอกเล่าของหลวงปู่บุดดา ถาวโร (อายุ ๑๐๑ ปี) เมื่อคราวนวดให้ท่านตอนท่านอายุได้ ๙๙ ปี
กลับสู่บ้านเกิด
ปีพุทธศักราช ๒๕๐ หลวงปู่ธุดงค์กลับมายังบ้านหมกเต่า บะฮี ตำบลเบิด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เพื่อโปรดญาติโยมที่บ้านเกิด และจำพรรษาอยู่ที่วัดอิสานหมกเต่า
หลวงปู่กลับสู่บ้านเกิดของท่านอย่างพระเถระผู้รุ่งเรืองด้วยบารมีธรรม นับจากบรรพชาหลวงปู่สีท่านก็ได้ผ่านช่วงของการฝึกฝนอบรมตนเองอย่างเข้มข้น ตามปฏิปทาทางดำเนินของพระธุดงค์กรรมฐานอย่างแท้จริงเป็นเวลาถึง ๑๐ ปี
หลวงปู่สีท่านเป็นผู้มีบุญบารมี มีวาสนาที่ได้มีโอกาสได้รับการวางพื้นฐานในการปฏิบัติธรรมจากท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ธนบุรี ตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นเด็กวัดรับใช้สมเด็จฯ และบวชเป็นสามเณร อยู่นานถึง ๙ ปี และติดตามอาจารย์อินทร์ ธุดงค์อยู่ป่าอีกหลายปี หลวงปู่สีจึงมีพื้นญาณที่แข็งแกร่ง มั่นคงในทางธรรม จวบกับท่านได้มีประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตหลายรูปแบบ ทั้งพรานป่า พ่อค้า ข้าราชการ ทหารกล้า อาสาศึก ตำรวจหลวงในสมัย รัชกาลที่ ๕ จวบจนท่านมาบรรพชาเป็นพระมุ่งปฏิบัติธรรมตามป่าดง มุ่งแสวงหาธรรมในป่าเขา มิได้เป็นอยู่สบายเช่นพระเมือง
หลวงปู่สี ท่านได้กลับมาโปรดโยมพ่อ โยมแม่ของท่าน และญาติพี่น้องด้วยกตัญญูและเมตตาธรรม
อาจารย์ประสงค์ ดีนาน อดีตอาจารย์ใหญ่ และเป็นหลานชายแท้ๆ ของหลวงปู่สี ได้เล่าว่า
วันหนึ่งมีคณะมาสำรวจประวัติของพระภิกษุในวัดต่างๆ อย่างเป็นทางการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้สำรวจถามหลวงปู่ถึงชื่อ และฉายา หลวงปู่บอกว่าชื่อ ลี นามฉายา จันทสิริ. (คำของภาษาท้องถิ่น) นั่นคือหลวงปู่ชื่อ ลี จันทสิริ แต่ต่อมาเมื่อท่านมาจำพรรษาอยู่ที่ตาคลีนครสวรรค์ คนทางตาคลีเรียกชื่อท่านเพื้ยนไปว่า หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ
หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ เป็นพระผู้มักน้อย สันโดษ พูดน้อย ฉันน้อย แต่ทำมาก คือใช้เวลาส่วนใหญ่ในการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน สมถวิปัสสนา ทุกอิริยาบถ ๔ ท่านมุ่งมั่นในการฝึกฝน อบรมจิตด้วยสมาธิภาวนา โดยเพ่งกสิณเป็นอาจิณ ยกระดับจิตให้พ้นตัณหาโอฆะทั้งปวง มุ่งความสะอาด สงบ สว่างแห่งจิต เป็นจุดหมายสำคัญ ปฏิบัติเพี่อหลุดพ้น ตามแนวทางที่พระบรมครูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้แนะไว้ (กักขาตาโร ตถาคตา)
หลวงปู่สีท่านรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่และของบริหารเครื่องใช้ต่างๆ เป็นอย่างมาก หลวงปู่จะเช็ดถูกุฏิน้อยของท่านด้วยผ้าขี้ริ้วที่สะอาดอยู่เสมอ เช็ดถูจนพื้นขึ้นมันเป็นเงา ท่านจะปัดกวาดใต้ถุนกุฏิน้อย และบริเวณข้างเคียงเป็นประจำ จึงดูสะอาดตาโล่งเตียน และยังได้การบริหารกายคลายเมื่อยขบอีกด้วย
เรื่องความสะอาดนี้อาจารย์สุพจน์ ผู้อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่สีได้เล่าเน้นให้ฟังอีกเช่นกัน
สบง จีวร เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องใช้ต่างๆ ของหลวงปู่สีจะดูสะอาดตาอย่างมาก ในการซักผ้านั้น ท่านไม่ให้ใช้สบู่ (สมัยโน้นมีสบู่กรด สบู่ซันไลต์) เป็นอันขาด ท่านจะใช้ต้มซักหรือซักด้วยน้ำร้อนเท่านั้น เมื่อซักแล้วท่านไม่ค่อยชอบย้อม สีจึงซีดแต่ดูสะอาดตามาก ถ้าจะพึงย้อมผ้า หลวงปู่ก็ให้ยอมด้วยน้ำต้มแก่นขนุน ตามอย่างโบราณของผ้าอาสาวะ
ตามปกติหลวงปู่สีจะปลงผมทุกวันโกน กลางเดือนและสิ้นเดือน ท่านจะปลงผมด้วยตนเอง โดยไม่ส่องกระจกเงา และปลงผมได้เกลี้ยงเกลาเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
พระปัจจุบันที่เห็นปลงผมด้วยตนเองก็มีอย่างเช่นครูบาสร้อย อยู่ที่ท่าสองยาง แม่ตะวอ จังหวัดตาก ติดชายแดนพม่า
หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ (ลี จนฺทสิริ) ไม่ฉันเนื้อวัว เนื้อควายเป็นอันขาด ด้วยวัวควายเป็นสัตว์ที่มีคุณต่อมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ท่านหลวงปู่เป็นผู้ที่สำรวมระวังในอาหารการขบฉันตามแบบอย่างของสมณะ อาหารง่าย ๆ ที่ท่านชอบฉัน เมื่ออยู่ที่วัดอิสานหมกเต่า คือข้าวสุกคลุกด้วยกากกะทิที่เคี่ยวเอาน้ำมันมะพร้าวแล้ว และท่านมักแบ่งให้แจกแก่เด็กนักเรียนช่วงพักกลางวัน (เพล) ด้วย
สมัยนั้นยังไม่มีน้ำมันก๊าดใช้เพื่อให้แสงสว่าง จึงต้องใช้น้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวเอาเอง สำหรับน้ำที่ใช้ฉันนั้น ท่านหลวงปู่จะฉันน้ำต้มสุกทุกเวลา ถ้าต้มไม่สุกท่านจะไม่ฉันด้วย ส่วนมากจะเป็นน้ำใบชา น้ำมะตูม น้ำใบกะเพรา น้ำใบเตย รวมทั้งน้ำต้มพืชสมุนไพร ยาสมุนไพรด้วย
หลวงปู่สีท่านไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่ ท่านขออยู่ด้วยความวิเวกเงียบสงัด ให้เหมาะแก่การปฏิบัติเพื่อสลัดตัดเสียซึ่งบ่วงแห่งตัณหาทั้งปวง เมื่ออยู่ที่วัดอิสานหมกเต่า ท่านก็เป็น ครูบาใหญ่ เท่านั้น ไม่รับตำแหน่งเจ้าอาวาส และไม่ว่าจะอยู่ที่วัดไหนๆ ด้วย
โดยปกติหลวงปู่ท่านจะแยกตัวไปอยู่กุฏิน้อยเพียงรูปเดียว กุฏิน้อย ของหลวงปู่สีนั้น ท่านจะให้ยกขึ้นแบบง่ายๆ เป็นการชั่วคราว มีความกว้างยาวพอประมาณ ยกพื้นเตี้ยๆ มีบันไดไม่เกิน ๓ ขั้น แบ่งพื้นเป็น ๒ ระดับ เรียกกันว่าพักล่าง/พักบน พักบนเป็นที่ปฏิบัติกรรมฐาน สมาธิภาวนา จำวัด พักล่างเป็นที่นั่งปกติ ที่ฉัน และทำกิจบางอย่าง ถ้ามีพระเณรญาติโยมไปเยี่ยมไปหา ก็จะนั่งได้เพียงคราวละ ๒-๓ ท่านเท่านั้น
หลวงปู่สีมีวิธีป้องปรามเด็กๆ ส่งเสียงดังในบริเวณวัด ด้วยการใช้หน้าไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า หน้าถุน ท่านจะให้ใช้ดินเหนียวคลึงให้กลม ขนาดเท่าผลพุทราเขื่องๆ ตากให้แห้งเก็บไว้ใช้เป็นลูกหน้าถุน ถ้ามีพวกเด็กๆ ส่งเสียงดังให้รำคาญหู แม้จะอยู่ห่างกุฏิน้อย หลวงปู่ก็จะยิงด้วยหน้าถุน ให้ถูกกิ่งไม้ใกล้ๆ เด็ก จนลูกดินเหนียวแตกกระจาย.เด็กๆ จะเงียบกริบทีเดียว ท่านไม่ใช้ปากปรามเด็กๆ อันเป็นการส่งเสียงดังเสียเอง และเป็นการระวังปาก ระวังเสียงของท่าน
เหตุที่หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ ชอบอยู่ที่กุฏิน้อยตามลำพังนั่นเอง ในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานสมาธิภาวนา ธุดงค์จาริกอันเป็นอุบายกำราบ ลด ละกิเลสทั้งปวง. จึงสรุปเอาเองว่า ท่านหลวงปู่สีเป็นพระที่ไม่เข้าหมู่เข้าพวก ไปอยู่วัดไหน ก็ให้ยกกุฏิน้อยให้อยู่องค์เดียว ฉันองค์เดียว พอออกพรรษาก็มักจะหนีไปเที่ยวในที่ต่างๆ ไปๆ มาๆ อยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่แน่นอน ญาติโยมนิมนต์ไปงานบุญในละแวกบ้านก็มักจะไม่ไป และที่มองว่าหลวงปู่สีเป็นพระตระหนี่ เห็นแก่ตัวก็มีด้วย ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่เอื้อให้หลวงปู่ท่านได้อยู่ตามลำพังอย่างสงบเงียบไม่วุ่นวาย เสมือนพระสิทธัตถะได้โอกาสอยู่ลำพัง พระองค์จึงตรัสรู้ได้ เพราะเหตุที่พระเบญจวัคคีย์ฤๅษี พากันหนีไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนั่นเทียว
ท่านหลวงปู่สีเองก็ไม่เคยอวดตัว ไม่บอกให้รู้ด้วยซ้ำว่าท่านกำลังทำอะไร? กำลังปฏิบัติอะไร? เพื่ออะไร? อันนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกหลานและญาติโยมทางบ้านเดิมไม่ได้สนใจท่าน ไม่ได้ติดตามถามถึงท่านเท่าที่ควร จะมีก็เพียงในฐานะเป็นญาติใกล้ชิดเท่านั้น
จึงเป็นเสมือนใกล้เกลือกินด่าง ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมบุญบารมีธรรม เมตตาธรรม จากท่านหลวงปู่สี ในเมื่อท่านเข้าสู่ความเป็นผู้พ้นโลกแล้ว
คน เมืองสวรรค์
!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
-:- AnyRare -:- สมาชิกแนะนำ
** ข้อกำหนดและเงื่อนไข **
Nisarat
wanida_da37
กัมมัฏฐาน
Newton08
mut007
Sritong-in
เพชรบุระ
wanaree
Chada-158
uniiyacorn
Apinya47
thevit
ดูทั้งหมด >>
www1
Copyright ©G-PRA.COM