ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : มหาลาภหลวงปู่สี



(D)


สภาพเดิมสวยๆๆๆ

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 04:15 น.]



โดยคุณ เด็กตาคลี (974)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 06:09 น.] #729523 (1/9)
สวยดีครับเปิดไหมพี่

โดยคุณ ขุนเมืองจันทร์ (2.9K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 08:13 น.] #729615 (2/9)

โดยคุณ pandp (3K)(1)   [พ. 15 ก.ค. 2552 - 13:00 น.] #729950 (3/9)

โดยคุณ minemint (2.9K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 22:06 น.] #730651 (4/9)

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:23 น.] #757936 (5/9)
“บ่มีอดีต มีแต่ปัจจุบัน ชีวิตมีแต่พุทธศาสนา ป่าและวัด...”

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:24 น.] #757940 (6/9)
เมื่อพระอาจารย์อินทร์เห็นเด็กชายลี ก็เพ่งพิจารณาดู เห็นว่ามีหน่วยก้านดี มีลักษณะดี ก็เอ่ยถามขึ้นว่า

“ลูกชายคุณโยมหรือ”

พรานใหญ่เชียงผา ก็ตอบว่า ใช่

พระอาจารย์อินทร์ก็กล่าวขึ้นว่า

“คุณโยม อาตมาขอเด็กคนนี้ได้ไหม? เพราะเขาน่าจะได้ศึกษาเรียนรู้ มากกว่าจะใช้ชีวิตเป็นพรานอยู่ในป่า เพราะลักษณะเป็นคนมีบุญวาสนา อาตมาจะขอเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูให้คุณโยมเองอย่าได้เป็นห่วง”

พ่อเชียงผานายพรานใหญ่แห่งป่าเมืองสุรินทร์ เมื่อสหายรักซึ่งขณะนี้เป็นพระนักปฏิบัติผู้เคร่งครัดในพระวินัย ขอลูกชายตน ก็มองเห็นว่าอนาคตของลูกชายจะไปไกลกว่าที่จะใช้ชีวิตอยู่กับตนในป่า อีกทั้งครอบครัวก็มีภาระมาก มีลูกหลายคน จึงได้ตกลงยกลูกชายให้พระอาจารย์อินทร์ สหายรักเลี้ยงดูแทนตน

เด็กชายลี กลับบ้านพร้อมพ่อเชียงผา มากราบลาแม่ข้อล่อ และลาน้อง ๆ ออกเดินทางติดตามพระอาจารย์อินทร์ เดินธุดงค์มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ หรือเรียกว่ากรุงสยามในครั้งกระนั้น

ในสมัยกว่าร้อยปีโน้น การเดินทางจากสุรินทร์มาสู่กรุงเทพฯ นั้นไม่ใช่เป็นของง่ายเฉกเช่นในยุคปัจจุบันนี้ (๒๕๔๐) การธุดงค์แสวงหาวิเวกนั้น ครูบาอาจารย์แต่เดิมมาท่านไม่ให้ติดที่อันเป็นสัปปายะ แต่ให้ไปในหนทางที่ยากลำบาก จึงจะถึงแก่นแท้แห่งชีวิต การเดินทางบุกป่าฝ่าดง จะต่อสู้กับความลำบากนานัปการ ความเหน็ดเหนื่อย อากาศที่ไม่คงที่ ธรรมชาติของป่าดงและขุนเขาไข้ป่า และสัตว์ร้ายหลากหลาย

เสียงเท้าย่ำอยู่ในป่าของศิษย์และอาจารย์ผ่านไปจากวัน เป็นสัปดาห์และเป็นเดือน ผ่านป่าต่อป่า ต่อเขตแดนของหมู่บ้าน ตำบลอำเภอ และจังหวัด สิ่งต่าง ๆ ของวันเวลาถูกสั่งสมให้บังเกิดสัจธรรมแห่งชีวิต

ในวันหนึ่งแห่งการเดินทาง ป่าทั้งป่ายังคงเงียบวังเวงราวกับปราศจากสิ่งมีชีวิต ความร้อนระอุของแดดยามบ่ายขับเหงื่อออกมาอย่างชุ่มโชก บางครั้งมันก็ไหลเข้าสู่เบ้าตา แสบเหมือนหยอดด้วยน้ำเกลือ แต่เด็กชายลีก็ไม่กล้าที่จะเลื่อนมือขึ้นมาลูบหน้า ไม่กล้าแม้กระทั่งขยับตัว เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้า “เสือร้ายลายพาดกลอนตัวมหึมา” ที่ยืนขวาง จ้องมองอยู่ข้างหน้า ในระยะที่ไม่ห่างไกลนัก ความทรมานเริ่มทวีมากขึ้นทุกขณะ ด้วยความกลัวว่าสัตว์ร้ายมันจะโจนเข้ามาทำร้าย แม้เด็กชายลีจะเคยออกป่าล่าสัตว์ติดตามพ่อเชียงผามาก็นับไม่ถ้วน. แต่ก็ไม่เคยที่ต้องมาอึ้งตะลึง มิกล้าขยับตัวอย่างเฉกเช่นในขณะนี้ ในขณะที่ พระอาจารย์อินทร์ ท่านกลับยืนสงบนิ่งอย่างปกติมิได้หวาดกลัว ได้ยินแต่เสียงท่านบริกรรมอย่างแผ่วเบา

ดวงตะวันคล้อยต่ำ แสงสีทองแทงทะลุช่องว่างของใบไม้และกิ่งก้านลงมาเป็นริ้วๆ สายลมอ่อนที่พัดต้องใบไม้และกอหญ้า เกิดเสียงซู่ซ่า ผสมผสานกับเสียงร่ายพระเวทย์ของพระอาจารย์ และสายตาของเจ้าเสือร้ายที่จ้องมองมายังพระอาจารย์ ทำให้เสมือนหนึ่งตกอยู่ในภวังค์ บัดดลเจ้าเสือร้ายลายพาดกลอนมันก็หลบตาและค่อยๆ หันตัวกลับเดินลับเข้าป่าทึบไปด้วยอาการสงบ

ทุกสิ่งก็คืนกลับสู่สภาพปกติ วินาทีที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและทุกข์ทรมานได้ผ่านชีวิตของเด็กชายลี ไปอีกครั้งหนึ่ง

เด็กชายลี (หลวงปู่สี) ท่านติดตามอาจารย์อินทร์เดินธุดงค์จากป่าจังหวัดสุรินทร์ ผ่านป่าดงดิบมากมาย ได้ศึกษาสรรพสิ่งต่าง ๆ โดยรอบตัวมาตลอด และได้รับการสั่งสอนอบรมจากพระอาจารย์ซึ่งเป็นสหายของพ่อเชียงผา ด้วยความเมตตาโดยตลอด ได้รับรู้ศึกษาธรรมมากหลากหลาย สรรพสิ่งในการผ่านพานพบล้วนเป็นข้อธรรมทั้งสิ้น

มองไปตามพื้นดินในป่าใหญ่ มองเห็นธรรมหล่นเกลื่อนกลาด ธรรมเหล่านั้นก็คือใบไม้แห้ง ซึ่งแสดงสภาวธรรมให้เห็นถึงความเป็นอนิจจัง มันหลุดร่วงลงจากต้น กำลังจะลูกเหยียบย่ำให้เป็นดิน เมื่อเป็นดินแล้ว เมล็ดพันธุ์หล่นลงมา มันก็กลายเป็นรากฐานรองรับให้เมล็ดนั้นเกิดเจริญงอกงามกลายเป็นต้น เป็นใบขึ้นมาใหม่ และค่อย ๆ เจริญเติบโตสูงใหญ่ขึ้น ผลิดอกออกใบ จากอ่อนไปแก่ จากใบเขียวสู่เหลือง และหลุดร่วงลงจากก้านสู่พื้น หมุนเวียนเฉกเช่นนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์

พระอาจารย์อินทร์ ท่านได้พาศิษย์รักเด็กชายลี รอนแรมธุดงค์จากป่าลึกดงดิบสุรินทร์จวบจนบรรลุถึงกรุงเทพ อันเป็นจุดหมายที่พระอาจารย์อินทร์ ต้องการธุดงค์มาเยี่ยมพระสหธรรมมิกของท่านที่เมืองกรุง และทุกครั้งที่ท่านมากรุงเทพฯ พระอาจารย์อินทร์จะมาพักที่วัดสลัก (วัดมหาธาตุ) หรือไม่ก็ที่วัดระฆังฯ

ที่วัดสลัก หรือวัดมหาธาตุนี้จะมีพระทางภาคอีสานมาจำวัดอยู่มาก ท่านเป็นพระปฏิบัติทางภาคอีสานท่านจึงมีพระสหธรรมมิกอยู่หลายองค์

ส่วนที่วัดระฆังฯนั้น พระอาจารย์อินทร์ ท่านมีความสนิทสนมกับขรัวโต (พระธรรมกิตติ) หรือในกาลต่อมาคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

พระอาจารย์อินทร์ท่านมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับขรัวโต เมื่อคราวที่ขรัวโตท่านไปศึกษาวิปัสสนาธุระ กับพระอาจารย์แสง วัดมณีชลขันธ์ ที่ลพบุรี ในยุคสมัยรัชกาลที่ ๒ ซึ่งในสมัยนั้น สำนักที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือสำนักของพระอาจารย์แสง ลพบุรี ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญทางพระกรรมฐานมาก

พุทธศักราช ๒๔๐๓ เมื่อพระอาจารย์อินทร์ ท่านมาพำนักที่สำนักวัดสลัก (วัดมหาธาตุ) ได้ระยะหนึ่ง ก็พาเด็กชายลี ศิษย์รักข้ามฟากไปวัดระฆังฯ พาไปกราบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ผู้เป็นพระสหธรรมมิกกับท่าน ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ “พระเทพกวี”

เมื่อพระเทพกวี เจ้าอาวาสวัดระฆังฯ ได้พบพระอาจารย์อินทร์ สหธรรมมิกผู้ซึ่งเมื่อครั้งเป็นศิษย์พระอาจารย์แสงด้วยกัน เป็นผู้นำทางเดินธุดงค์สู่ป่าดงดิบแถบประเทศเขมรและภาคอีสาน ท่านกับพระอาจารย์อินทร์ จึงมีความสนิทสนมกันมาก เมื่อมาได้พบกันก็ดีใจ พระอาจารย์อินทร์จึงให้ลูกศิษย์คือเด็กชายลี เข้าไปกราบพระเทพกวี (โต)

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จเจ้าอาวาสวัดระฆัง ฝั่งธนบุรี พระเทพกวี พอเห็นลักษณะรูปร่างของเด็กชายลี ที่พระอาจารย์อินทร์ สู้อุตส่าห์เดินทางไกลมาจากจังหวัดสุรินทร์ นำมาฝากไว้ให้เป็นศิษย์ของท่าน ก็ยินดีด้วยบุคลิกลักษณะของเด็กชายลี ถูกชะตาท่านนัก จึงได้รับเด็กชายลีไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๐๓ เป็นต้นมา

เด็กชายลี ลูกชายพรานใหญ่ของพ่อเชียงผา ชาวรัตนะ จังหวัดสุรินทร์ จึงอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านเจ้าพระคุณพระเทพกวี เจ้าอาวาสวัดระฆัง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระเทพกวีได้ให้ความเมตตาต่อเด็กชายลี ด้วยเป็นผู้ที่มีความอดทน ขยัน สนใจในข้อธรรม จึงได้อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาอักขระขอมไทย จนแตกฉาน กอร์ปด้วยเด็กชายลี มีพื้นฐานทางด้านปฏิบัติธรรมมาดี จากพระอาจารย์อินทร์ ที่ท่านได้ถ่ายทอดความรู้ในด้านการปฏิบัติธรรมให้เป็นพื้นฐาน ตั้งแต่ที่เด็กชายลีติดตามท่านเดินทางมาจากจังหวัดสุรินทร์ มานานนับปี

เด็กชายลีจึงเข้าใจในข้อธรรม มีจริตนิสัยในการปฏิบัติธรรมสมาธิ เมื่อได้ปฏิบัติต่อเนื่องกันไป ก็เป็นดังสายน้ำไหล อารมณ์แนบเนื่องอยู่กับเอกัคตา จิตใจมั่นคงไม่คลอนแคลน เด็กชายลีจึงได้เข้าใจรู้แจ้งเห็นจริงตามธรรมชาติ อันเป็นสัจธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่อยู่ในดวงจิตดวงใจและความสำนึกของเด็กชายลีว่าจะต้องมีความเพียร และเพียรกระทำทุกอย่างต่อเนื่องกันไป จึงจะเกิดธาตุรู้ได้ในที่สุด

ด้วยความอดทนขยัน หมั่นเพียรอย่างไม่ย่อท้อต่อการเรียนรู้ จึงทำให้พระเทพกวีท่านโปรดนัก อบรมสั่งสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้เด็กชายลี ได้ล่วงรู้ นอกจากการสอนให้รู้หนังสือ อักขระขอมไทย และการชี้แนะอุบายธรรมให้เจริญสมถภาวนา คืออุบายฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ การที่สอนให้ภาวนา ก็คือการพัฒนาทางจิต ยกระดับจิตให้สูงขึ้น จากปุถุชนสู่อริยบุคคล

เด็กชายลี หมั่นฝึกฝนตามที่พระอาจารย์ได้อบรมสั่งสอนทุกขั้นตอนด้วยความมุมานะ ขยันหมั่นเพียร

ต่อมาพระเทพกวี เจ้าอาวาสวัดระฆัง ซึ่งเป็นพระอาจารย์ ก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ในครั้งนั้น ลูกศิษย์ลูกหาของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ต่างร่วมใจกันจัดงานฉลองขึ้นที่วัดระฆังฯ ในงานนี้นั้นมีการบวชพระ บวชเณร ๑๐๘ รูป พร้อมด้วยบวชชีพราหมณ์อีกมากมาย

ในงานครั้งนี้ เด็กชายลี ไปปลงผมบวชเป็นเณรด้วยเช่นกันโดยมีท่านเจ้าประคุณสมเด็จ (โต) ซึ่งเป็นพระอาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ให้ จึงนับได้ว่า เด็กชายลี ได้บวชเป็นสามเณรที่วัดระฆังฯ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๐๗ เมื่อมีอายุได้ ๑๕ ปี

เมื่อบวชเป็นสามเณรแล้ว ก็ยังคงรับใช้ใกล้ชิดท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี และได้รับการถ่ายทอดวิชาอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดเวลาที่อยู่รับใช้สนองงานท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ นอกจากจะเรียนรู้ในอักขระขอมไทย ยังร่ำเรียนในการเสกและการทำผงปถมัง อันเป็นตำราโบราณที่สืบทอดกันมา ซึ่งสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้ถ่ายทอดให้เณรลี จนเจนจบ

นับว่าสามเณรลี เป็นผู้ที่มีความสามารถวิเศษจึงเรียนรู้ได้ และสมเด็จโต ท่านก็ถ่ายทอดให้กับบางคนเท่านั้น เพราะคัมภีร์พระปถมังนี้ เป็นที่รับรองซึ่งสรรพการทั้งปวงในอิธะโลก และปรโลก สามารถบันดาลช่วยให้สัตว์พ้นจากกองทุกข์ คือราชภัย อัคคีภัย และอุปัทวันตรายทั้งปวง และใช้ป้องกันสรรพอาวุธ คือ หอก ดาบ มีด ไม้ หลาว แหลน โตมร กริช ทวน ง้าว ธนู หน้าไม้ ตลอดจนปืนไฟทั้งปวง.

นับว่าเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่สามเณรลี (หลวงปู่สี) ท่านได้พบครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐเป็นยอดนักปราชญ์ราชบัณฑิต มีความรอบรู้ศาสตร์ต่างๆ มากมาย และเป็นผู้สร้างผู้เนรมิตพระสมเด็จที่มีชื่อเสียงที่โด่งตังขจรขจายไปทั่ว จนได้รับสมญานามว่าเป็นราชาแห่งพระเครื่อง สูงด้วยคุณค่านานัปการ เป็นที่เล่าขานสืบทอดต่อกันมาเป็นร้อยๆ ปี ตราบจนปัจจุบันก็มีการกล่าวขานกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้คนใฝ่หากันอย่างคลั่งไคล้ต่างก็อยากที่จะได้ไว้เป็นเจ้าของ

หลวงปู่สี หรือ สามเณรลี ในสมัยเป็นศิษย์ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) เป็นผู้หนึ่งที่สามารถเรียนพระสูตรอันวิเศษต่างๆ จากพระอาจารย์จนจบทุกสูตร

จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๑๑ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ “หว้ากอ” แล้วก็ทรงพระประชวร และเสด็จสวรรคต การสูญเสียพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ในครั้งนั้นยังความเศร้าโศก ให้แก่พสกนิกรของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี วัดระฆังฯ ธนบุรี ผู้ซึ่งมีความคุ้นเคยและสนิทสนมกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก ท่านจะเก็บตัวเงียบไม่ค่อยจะออกมาพบปะญาติโยมเท่าใดนัก

ในช่วงนี้เณรลี (หลวงปู่สี) จึงไม่ค่อยได้ติดตามรับใช้สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี เท่าใดนัก ประกอบกับ “ญาครูอินทร์” กลับจากธุดงค์มาแวะเยี่ยมสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ที่กรุงเทพ สามเณรลี จึงถือโอกาสขออนุญาตลาสมเด็จ (โต) กลับไปเยี่ยมโยมพ่อ โยมแม่ที่จังหวัดสุรินทร์ พร้อมกับ “ญาครูอินทร์” พระอาจารย์อินทร์พระธุดงค์จอมขมังเวทย์

สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านก็อนุญาตให้สามเณรลี กลับไปเยี่ยมบ้าน พร้อมพระสหธรรมมิกของท่าน “ญาครูอินทร์”

ทางภาคอีสานเรียกพระผู้ใหญ่ว่า “ญาครู”

ญาครูอินทร์ก็คือ พระอาจารย์อินทร์

ในช่วงนั้นกำลังอยู่ในขณะผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตลงต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ก็เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๑๑ ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ในขณะนั้นพระองค์ยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะ

หลังจากเสร็จงานพระราชพิธีเสวยราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ญาครูอินทร์พระอาจารย์ จึงได้พาสามเณรลี เดินธุดงค์บุกป่าฝ่าดง ข้ามขุนเขาน้อยใหญ่ มุ่งสู่จังหวัดสุรินทร์

สามเณรลี เป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ สง่างาม ผิวพรรณดี ผิดกับเด็กหนุ่มชาวบ้านทั่วไปเมื่อกลับมาเห็นสภาพครอบครัว โยมพ่อโยมแม่ลำบาก ก็ขออนุญาต “ญาครูอินทร์” สึกออกมาเพื่อช่วยพ่อแม่ ทำงาน

“ญาครูอินทร์” พระอาจารย์อินทร์ พระธุดงค์ผู้เคร่งครัดมีอาคมแก่กล้า ได้ตรวจดูชะตาของสามเณรลี ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๑๘ ปี ย่างขึ้น ๑๙ ปี ว่าชะตาจะต้องเกี่ยวพันทางโลก เมื่อพ้นภาวะกรรม ก็จะบวชไม่สึกและจะสำเร็จในบั้นปลายชีวิต จึงได้สึกให้ตามคำขอ

หนุ่มลี เป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ รูปร่างสง่างามสูงใหญ่ สมลักษณะชายชาติทหาร หนุ่มลีช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำมาหากินด้วยความขยันขันแข็ง เป็นคนใจนักเลง มีลูกน้องมากมาย นอกจากทำไร่ทำนา ก็รับจ้างคุมฝูงวัวไปขายข้ามจังหวัด ซึ่งเป็นอาชีพของคนกล้าในยุคนั้น.

หนุ่มลีใช้ชีวิตในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ท่องเที่ยวไปในดินแดนต่างๆ อย่างโชกโชน กับอาชีพค้าวัวในต่างแดน โดยเฉพาะในดินแดนทางภาคอีสาน

ลุปี พ.ศ.๒๔๑๕ หนุ่มลีจึงขอลาพ่อเชียงผา และแม่ข้อล่อออกเดินทางไปเยี่ยมอาซึ่งเป็นน้องชายของพ่อที่หนองแค จังหวัดสระบุรี พ่อแม่ก็ไม่ขัดข้อง เพราะเห็นว่าโตเป็นหนุ่มใหญ่แล้ว หนุ่มสีจึงเดินทางจากบ้านหมกเต่า ตำบลเบิด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ไปอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ช่วยน้าทำไร่ ค้าของป่า

อยู่ไม่นานประมาณสัก ๑ ปี ก็ทราบข่าวว่าทางกรุงเทพฯ เมืองหลวงจะมีงานสมโภชใหญ่ในจิตใจของความเป็นหนุ่ม อยากจะเข้าไปเที่ยว และก็จะแวะไปเยี่ยมอาจารย์ที่วัดระฆังฯ ด้วย ไม่ทราบว่าขณะนี้สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง ตั้งแต่จากท่านมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๑ ก็ไม่ได้ทราบข่าวอย่างไรเลย จึงขออนุญาตน้าชายไปงานฉลองเมืองที่กรุงเทพฯ

พ.ศ. ๒๔๑๖ หลังปีใหม่แล้ว หนุ่มลีกับเพื่อนหนุ่มบ้านหนองแค สระบุรีก็เดินทางสู่กรุงเทพฯ พอถึงกรุงเทพฯ ก็รีบตรงไปวัดระฆังฯ ฝั่งธนบุรี เพื่อที่จะไปกราบสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พระอาจารย์ของท่านในสมัยที่ท่านบวชเณรอยู่ด้วยสมเด็จโตฯ

เย็นวันนั้น หนุ่มลีไปถึงวัดระฆังฯ พอย่างเหยียบเข้าบริเวณวัด มันช่างเงียบสงบ จึงตรงไปกุฏิของพระพุทธบาทปิลันท์ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้ใหญ่องค์หนึ่งที่ในสมัยที่หนุ่มลีบวชเป็นสามเณร และเคยรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธบาทปิลันท์ ก็ทราบว่าสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) ท่านได้มรณภาพแล้วตั้งแต่ เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕ เวลา ๒๔.๐๐ น.อายุได้ ๘๕ ปี มีพรรษาได้ ๖๕ พรรษา หลังจากรัชกาลที่ ๕ ครองราชย์ได้ ๕ ปี

หนุ่มลีอยู่ในอาการเศร้าโศกเพราะทราบข่าวว่า อาจารย์ของท่านได้มรณภาพแล้ว โดยท่านมิทราบเรื่องเลย เพราะช่วงเวลานั้น ท่านได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ในบ้านป่าเมืองสุรินทร์ จึงไม่ทราบการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวง

ในช่วงนั้นท่านจึงพักอาศัยกับพระอยู่ที่วัดระฆังฯ

จวบจนวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ.๒๔๑๖ หนุ่มลีได้มีโอกาสไปชมงานพระราชพิธีอุปสมบทสมเด็จพระจุลจอมกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๕ เป็นงานหลวง งานใหญ่มากที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ต่อมา พระองค์ทรงลาลิกขา มาปกครองบ้านเมืองในวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๑๖ พอถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๑๖ ได้ทำพิธีราชาภิเษก ครั้งที่ ๒ ขึ้นครองราชย์อย่างสมบูรณ์ หนุ่มลีก็ได้มีโอกาสได้ชมงานสำคัญๆ ของบ้านเมืองในยุคนั้น

ศึ

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:25 น.] #757947 (7/9)
“บ่มีอดีต มีแต่ปัจจุบัน ชีวิตมีแต่พุทธศาสนา ป่าและวัด...”

และเมื่อท่านมุ่งมั่นจะทำอะไรท่านก็จะต้องทำให้สำเร็จ และเมื่อคิดจะไปไหน ให้หนทางยากลำบากอย่างไร ท่านก็ต้องไปให้ได้

เมื่อท่านทราบเรื่องราวของ “พระบาทลี่รอย” ท่านจึงถามหนทางที่จะไปว่าอยู่ไหน? เมื่อท่านได้ข้อมูล ท่านจึงธุดงค์ขึ้นเมืองเหนือ มุ่งสู่ตำบลสะลอง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

พ.ศ.๒๕๓๒ หลังออกพรรษาและรับกฐินเป็นที่เรียบร้อย พระภิกษุลี (หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ) ท่านได้ออกเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยที่เชียงใหม่ การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องเดินทางเข้าป่าดงลึก บางครั้งก็ต้องปีนบ่ายขึ้นๆ ลงๆ ตามขุมเขาต่างๆ บางแห่งในป่ารกลึกๆ ก็ยากที่จะพบผู้คน ถึงจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสักปานใด ก็มิได้ย่อท้อ ท่านมุมานะอดทนเดินทางต่อเป็นภายในดวงจิตเข้มแข็งมั่นคง มุ่งมั่นที่จะไปนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย

การเดินทางครั้งนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่ง ในป่าลึก ผู้คนไม่มีอาศัยอยู่ ท่านต้องอดอาหาร ไม่มีอะไรฉันถึง ๑๑ วัน นัยว่าเทพเทวาในป่าเขาได้ทดลองจิตของท่านว่าจะมีความเข็มแข็งสักปานใด จึงทำให้ท่านหลงป่า ไม่พบผู้คน อดอาหารอยู่ถึง ๑๑ วัน

จนวันหนึ่งในขณะที่กำลังวังชาของท่านใกล้จะสิ้นลงนั้น ก็บังเอิญได้พบชายหญิงคู่หนึ่งกำลังนั่งกินยาลูกกลอนอยู่ ส่งกลิ่นหอมชื่นใจ หญิงชายทั้งสอง พอเห็นพระธุดงค์เดินมาก็ออกปากนิมนต์ พร้อมทั้งนำยามาถวายให้ ๑ ช้อน พระภิกษุลี ก็รับยาที่โยมถวายมามาปั้นเป็นลูกกลอน (ลูกกลม) ได้ ๑ ลูก เท่าผลพุทรา มีกลิ่นหอมประหลาด ๆ

ท่านจึงฉันพร้อมน้ำ ๑ กระบอก พอกลืนยาลงไปตกถึงท้อง ก็มีอาการประหลาดมหัศจรรย์เสมือนหนึ่งมีพลังความร้อนแผ่กระจายไปทั่วขุมขน ท่านจึงพริ้มตาหลับลงด้วยลักษณะทำสมาธิ สักอึดใจท่านก็ลืมตาขึ้น แต่เป็นที่น่าประหลาดนัก ปรากฏว่า ชายหญิงคู่นั้นที่นั่งอยู่ตรงหน้าได้หายไป

ท่านก็มองหาโดยรอบ ๆ ที่นั่น ก็ไม่ปรากฏร่างของชายหญิงคู่นั้นที่นำน้ำและยาทิพย์มาถวายให้ท่านฉัน ท่านจึงได้ให้ศีลให้พรแก่เทพเทวดาที่ถวายยาให้ท่าน ต่อจากนั้นท่านก็ออกเดินทางไปพระพุทธบาทสี่รอย

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:27 น.] #757952 (8/9)
นมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง

ภายหลังจากที่ได้เคยเดินทางบุกดงรกชัฏ ท่องป่า ข้ามภูเขา และห้วยธารละหานเหวไปกระทำนมัสการบูชารอยพระพุทธบาท และเจดีย์สำคัญทุกแห่งในเมืองไทยแล้ว หลวงปู่สีก็ได้ยินเขาเล่าว่า ประเทศพม่ามีเจดีย์สำคัญสูงใหญ่ คือพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ท่านก็เกิดความกระตือรือร้นใคร่จะได้ไปนมัสการ

แต่เมื่อได้ปรารภเรื่องนี้ให้เพื่อนภิกษุฟัง ส่วนมากก็ทักท้วงให้ระงับยับยั้ง มิอยากให้ไป ต่างอ้างเหตุผลว่าหนทางมันไกลนัก อีกอย่างเป็นเมืองต่างด้าว พูดกันไม่รู้เรื่อง

ประการสำคัญคือ ถนนหนทางที่จะไปก็ไม่มีเป็นเส้นสายแน่นอน นอกจากจะต้องเดินวนเวียนเลี้ยวลัด และมุดลอดไปตามดงทึบหรือป่าเถาวัลย์ ไม้พุ่มไม้เลื้อยนานาชนิด ด่านแรกสำคัญที่สุดก็คือ จะต้องบุกฝ่าไปในดงในป่า ซึ่งครั้งกระนั้นรกชัฏ ยามร้อน -ร้อนจัด ยามเย็น - เย็นยะเยือก และชื้นแฉะ จนได้รับสมญาขนานนามเป็น ดงผีห่า ป่าดงดิบ

ผู้เดินทางผ่านดงยิ่งใหญ่ทั้งสอง ซึ่งมีระยะยาวนับเป็นร้อยๆ กิโลเมตร มีสภาพถูกปกคลุมไปด้วยไม้ใหญ่ เป็นดงทึบจนมองไม่เห็นแสงแดด เต็มไปด้วยไม้เลื้อยพัวพันกันเป็นพืด เหมือนแนวกำแพงชั้นแล้วชั้นเล่าไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากนี้ก็เต็มไปด้วยหินแหลม หินคม โขดเขา หุบเหวใหญ่น้อยเต็มไปด้วยสรรพสัตว์ร้ายทั้งทวิบาท จตุบาท กับอสรพิษ สัตว์เลื้อยคลานร้อยแปดพันอย่าง ซึ่งหากพลั้งเผลอปราศจากความระมัดระวัง พริบตาเดียวก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่า แม้จะรอดจากเขี้ยวเล็บสัตว์จตุบาท ไหนเลยจะรอดจากโรคภัย โรคเฉพาะจากดงใหญ่ มหากาฬ ซึ่งขึ้นชื่อลือกระฉ่อนว่า เป็นดงผีห่ามหาประลัยไปพ้นเล่า

ใครจะชักแม่น้ำทั้งห้ากีดกันขัดคออย่างไรไม่เป็นผล หลวงปู่สีไม่เถียง ไม่แม้แต่จะหาเหตุผลใดเข้าหักล้าง หรือแย้ง เป็นแต่เพียงหัวเราะ หึ หึ หึ ตีหน้าตายเสมือนมิได้แยแสต่อสรรพสิ่งน่าสยดสยองหวาดกลัวตามคำบอกเล่าเหล่านั้นแม้แต่น้อยนิด

ป่าดงทางเหนือนั้น มีอาณาบริเวณที่รกชัฏกว้างไพศาล เป็นอาณาเขตดงทึบมืดครึ้มไปด้วยดงไม้ใหญ่สูงชะลูด เมฆบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องต้องพื้นดินใบหญ้า พื้นแผ่นดินก็ทึบมืดชื้นแฉะเต็มไปด้วยกลิ่นเน่าของใบไม้และดินโคลน หอยทาก งูเล็ก งูใหญ่ ตะขาบ แมงป่อง บรรดาสรรพสัตว์ร้ายยั้วเยี้ย เพ่นพ่านสลับสลอน

สภาพภูมิพื้นเป็นเช่นนี้ เป็นธรรมดายากจะหาชาวบ้านคนใดไปทนทรมานปลูกบ้านสร้างกระท่อมอาศัยอยู่ เพราะจำเป็นต้องทำมาหากินทางกสิกรรมหรือป่าไม้ จะทำอื่นใดในบริเวณย่านนั้นก็ย่อมไม่เป็นผล จะทำไร่ไถนาหาใส่ท้องก็ยิ่งจะไม่ได้ โดยสภาพปกติที่เป็นเช่นนั้น แล้วใครเล่าจะนำตัวไปอยู่ในท้องถิ่น ที่เปรียบเสมือนนรกได้ลงคอ

ด้วยเหตุผลประการฉะนี้ ทุกย่างก้าวของระยะทางที่เดินเป็นวันๆ ในท่ามกลางดงพงพีอันสงบสงัด แต่วังเวงอย่างน่าสยองขน ต้องระวังเขี้ยวเล็บสรรพจตุบาท ทวิบาท โรคร้ายนานาชนิดจากพื้นดินแฉะตลอดกาล ปราศจากชาวบ้านจะเกื้อกูลถวายภัตตาหารบิณฑบาต จะหาทางเดินที่แน่นอนก็คลำหายาก เพราะมันเต็มไปด้วยดงหญ้ากับเถาวัลย์พันรกทึบ เป็นทางเดินเล็กแคบ ยิ่งกว่านั้น หนทางบางตอนไปบรรจบลงที่หุบเหวหรือไม่ก็ลำห้วย จะต้องใช้วิธีเดินโอบอ้อมหาหนทางเดินข้ามไปจนได้ ในบางครั้งที่ไปพบลำห้วยก็เป็นการไม่ยากอะไรนัก ก็เดินลัดเลาะไปตามโขดหิน

การเดินทางไปนมัสการพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า ในครั้งนี้นั้น พ.ศ. ๒๔๓๓

พระภิกษุสี (หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ) ท่านได้พบกับพระภิกษุศุข (หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า) และพระภิกษุกลั่น (หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ อยุธยา) ทั้งสามองค์ได้ร่วมกันเดินธุดงค์เข้าสู่พม่า แม้บางครั้งจะพบกับเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว แต่พระธุดงค์ทั้งสามก็หาหวั่นไหวไม่ การเดินธุดงค์ของท่านนั้น ท่านไม่กลัวอด.ไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ท่านจึงสามารถผ่านอุปสรรคนานัปการ ด้วยท่านแจ้งในสัจธรรม

“อันรูปกายเกิดของมนุษย์ และปวงสรรพสัตว์ก็มีความตายนี่แล เป็นความเที่ยงแท้ ชีวิตตาย เกิด ทุกรูป ทุกนาม พึงต้องประสบ”

คติธรรมนี้หลวงปู่ท่านอบรมสั่งสอนให้ลูกศิษย์พึงระลึกอยู่เสมอ จะได้ไม่ประมาท ไม่กลัวโดยเฉพาะความตาย ถึงแม้ว่าจะเป็นจอมมหาราชา ผู้มีศักดิ์มีอำนาจมากมาย จะเป็นจอมนักรบผู้เกรียงไกร ไม่ว่ารูปกายใดจะเป็นผู้มีอำนาจวาสนา มิว่าจะอยู่ในฐานันดรใด รูปกายเกิดเหล่านี้นั้นจะต้องประสบกับ “มรณสัญญาณ”. เป็นปริโยสานด้วยกันทั้งนั้น มฤตยูมิยินยอมยกเว้นหรือแม้แต่จะให้มีการผ่อนผันให้รูปกายใดในฐานันดรใด ได้ผัดผ่อนวันแห่งกาลมรณะให้ยืดออกไปได้ หากถึงกาล

ในที่สุดหลวงปู่สี หลวงปู่กลั่น หลวงปู่ศุข ก็เดินทางฝ่าฟันอันตรายนานัปการ จนในที่สุดท่านก็ไปกราบพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ต่อจากนั้นท่านก็เดินทางกลับ และได้แยกทางกับหลวงปู่กลั่นในเวลาต่อมา ส่วนหลวงปู่ศุขท่านก็แยกไปอีกทางหนึ่ง

หลวงปู่ศุขท่านก็มีภาระต้องกลับวัดเพราะท่านเป็นเจ้าอาวาสวัด วัดปากคลองมะขามเฒ่าในกาลต่อมา ส่วนหลวงปู่กลั่นท่านก็กลับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และครองวัดพระญาติในกาลต่อมา หลวงปู่สีนั้นท่านสมัครใจที่จะอยู่ป่าต่อไป ท่านจึงออกเดินธุดงค์อยู่ตามป่าต่อไปตามความปรารถนาของท่าน

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พฤ. 30 ก.ค. 2552 - 00:28 น.] #757955 (9/9)
พบช้างป่า

เมื่อหลวงปู่ไปนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยนั้น ในตอนเช้าท่านก็ได้ไปนมัสการพระบาทเป็นประจำทุกวัน และได้พบว่า บริเวณรอบรอยพระบาทสะอาดเรียบร้อยไม่เปรอะเปื้อนทั้ง ๆ ที่ไม่มีคนอยู่ทำความสะอาด ต่อมาท่านจึงได้เห็นช้างป่าหลายเชือกมาทำความสะอาดในตอนเช้าเป็นประจำ โดยการใช้งวงปัดเป่าทำความสะอาดได้อย่างยอดเยี่ยม

ท่านเล่าว่า ด้วยการที่อยู่ใกล้กันและเห็นกันอยู่ทุกวันเป็นประจำ ทำให้ช้างป่าเหล่านั้นเกิดความสนิทสนมกับท่านเป็นอย่างดี จนในเวลาต่อมาช้างเหล่านั้นได้นำหัวบัวบ้าง กระจับบ้าง และน้ำอ้อยมาถวายท่านได้ฉันอย่างไม่ขาด ช้างเหล่านั้นมันปฏิบัติได้เหมือนคนไม่มีผิด แม้พวกช้างเหล่านั้นจะเป็นช้างป่าก็ตาม แต่ก็เชื่องเหมือนช้างบ้าน

เมื่อท่านได้นมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้เพียรเจริญสมถวิปัสสนานานพอสมควร ท่านจึงได้เดินทางกลับเพื่อไปแสวงหาความวิเวกในที่อื่นต่อไป

ในวันที่ท่านเดินทางกลับนั้น หลังจากฉันอาหารที่เหล่าฝูงช้างป่านำมาถวาย ท่านก็บอกช้างเหล่านั้นว่า วันนี้ท่านจะเดินทางกลับแล้ว ช้างป่าเหล่านั้นก็พร้อมใจกันเดินทางมาส่งท่านที่เชิงเขาด้วยความอาลัย

อีกครั้งหนึ่งที่หลวงปู่เดินธุดงค์อยู่ในป่าลึก ขณะที่หลวงปู่ท่านเดินอยู่ในป่าดงดิบนั้น ท่านก็ได้พบกับช้างป่าโขลงใหญ่ ช้างป่าทุกเชือกมีลักษณะดุร้าย โดยเฉพาะเชือกจ่าฝูง รูปร่างสูงใหญ่งายาว มันยืนจ้องมองมายังหลวงปู่ หลวงปู่พอเห็น ท่านก็ยืนสงบแผ่เมตตาจิตให้พญาช้างและช้างทุกๆ เชือกในโขลงนั้น ด้วยความมั่นคงแน่วแน่ กระแสจิต พลังแห่งเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อสรรพสัตว์

ทุกอย่างอยู่ในความสงบเงียบ พลันเชือกที่เป็นหัวหน้าโขลง ก็ชูงวงขึ้นพร้อมกับเปล่งเสียงร้องดังก้องป่า ในสภาพบรรยากาศเช่นนี้ หากเป็นบุคคลอื่นนอกจากหลวงปู่แล้ว นับว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง แต่หลวงปู่สีท่านอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

พอสิ้นเสียงร้องก้องกังวานของหัวหน้าโขลง ช้างป่าทุกเชือก ก็ย่อตัวลงหมอบอยู่กับพื้น พร้อมชูงวงขึ้น ประหนึ่งเป็นการแสดงคารวะอย่างนอบน้อมต่อหลวงปู่สี ผู้มีเมตตาธรรมและความบริสุทธิ์

ต่อจากนั้นหัวหน้าโขลงก็เดินเข้ามาหมอบอยู่ตรงหน้าท่าน ต่อจากนั้นช้างอีกเชือกก็เข้ามาใช้งวงช้อนร่างหลวงปู่ให้ขึ้นไปนั่งบนคอของหัวหน้าโขลง ทุกอย่างเป็นไปอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง ต่อจากนั้นมันก็ลุกขึ้นเดินนำโขลงไปส่งท่าน ผ่านป่าดงดิบจนถึงชายป่า ในตอนเช้าวันหนึ่ง

พวกชาวบ้านป่าได้มาพบเห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์เช่นนั้น ต่างก็ก้มลงกราบหลวงปู่ และได้นำอาหารมาถวายหลวงปู่ พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ตื่นเต้นและประหลาดใจว่าหลวงปู่ทำอย่างไร ช้างป่าจึงไม่ทำร้ายและยังได้มาส่งหลวงปู่อีก

ชาวบ้านเขตชายแดนไทยพม่า ทราบดีว่าช้างป่าโขลงนี้เป็นช้างป่าที่ดุร้ายที่สุดในแถบแถบนั้น แต่น่ามหัศจรรย์ที่ช้างป่าไม่ทำร้ายหลวงปู่สี หลังจากที่หลวงปู่สีฉันอาหารเสร็จ ท่านก็ให้ศีลให้พรกับพวกชาวบ้านป่า และถามถึงเส้นทางที่เดินทางไปแผ่นดินพม่า

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
-:- AnyRare -:- สมาชิกแนะนำ
** ข้อกำหนดและเงื่อนไข **


www1
Copyright ©G-PRA.COM