ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เหรียญพรหมวิหารธรรม บริสุทธิ์ที่สุด ดีที่สุดของหลวงปู่สี



(D)


หลวงปู่สี ฉันทสิริแห่งวัดเขาถ้ำบุนนาค นครสวรรค์ ท่านเป็นพระอริยเจ้าระดับสูงสุด ผู้เพียบพร้อมด้วยบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์มากมายเป็นศิษย์สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เป็นสหธรรมิกรุ่นน้องของหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ, หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า (ทั้งสามท่านเคยธุดงค์ไปกราบพระเจดีย์ชเวดากองถึงเมืองพม่าด้วยกัน) อีกทั้งหลวงปู่สีนี้ ก็ยังเป็น"อาจารย์"ของหลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง ก่อนที่จะได้มาเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นอีกด้วย แม้สุดยอดพระอรหันต์อย่างหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข ที่หลวงปู่สิมยกย่องนักหนาว่า "แก่ทั้งอายุ แก่ทั้งพรรษา แก่ทั้งมรรคผลนิพพาน" ยังต้องไปกราบนมัสการอุปัฏฐาก และตำหมากถวายหลวงปู่สีเลย และนี่ยังไม่นับกับการที่หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ที่ทราบถึงคุณธรรมอันเยี่ยมยอดของหลวงปู่สีโดยญาณสมาบัติ ถึงกับสั่งให้ศิษย์ไปขออนุญาติสร้างเหรียญหลวงปู่สีถึง 2 รุ่น คือเหรียญรุ่นจตุรพิธพรชัย วัดรัตนชัย และเหรียญรุ่นพรหมวิหาร(ดังภาพที่โพสต์ไว้) โดยเฉพาะเหรียญพรหมวิหารนี้ หลวงปู่ดู่ได้เร่งศิษย์(นายเรียน นุ่มดี)อย่างผิดสังเกตุเป็นที่สุดว่า "ให้เร่งไปขอท่านทำเถิด เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว..!!!" เหรียญพรหมวิหารนี้ เลยเป็นเหรียญที่สร้างก่อนหลวงปู่สีมรณภาพเพียงไม่กี่เดือน และนับเป็นเหรียญที่หลวงปู่สีเสกนานที่สุดถึง "ไตรมาศ"หรือ "3 เดือน" อันถือว่าเสกนานเป็นประวัติการณ์ (ในขณะที่รุ่นอื่นๆบางรุ่น ท่านเอามือซาวๆ คนๆเหรียญ 2-3ที ก็เสร็จแล้ว) จัดเป็นเหรียญที่ "ดีที่สุด" และ "บริสุทธิ์ที่สุด" ของหลวงปู่สี ที่เกิดจากเจตนาของหลวงปู่ดู่ วัดสะแกเองด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด (แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่หลายๆคนมองข้ามสุดยอดเหรียญ ของสุดยอดพระอริยเจ้าระดับสูงสุดรุ่นนี้ไปอย่างหน้าตาเฉย) ก็เลยเป็นโชคดีที่เราท่านทั้งหลายสามารถที่จะหาบูชาเหรียญพรหมวิหาร รุ่นนี้ได้อย่างสบายใจ

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 04:19 น.]



โดยคุณ เด็กตาคลี (974)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 06:07 น.] #729519 (1/8)
ยอดเยี่ยมครับพี่

โดยคุณ ขุนเมืองจันทร์ (2.9K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 08:13 น.] #729616 (2/8)

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 12:40 น.] #729912 (3/8)
ขอบคุณมากครับ ท่านเด็กตาคลี ท่านขุนเมืองจันทร์ ที่เข้าเยี่ยมชม

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 12:42 น.] #729917 (4/8)
และจากการตรวจสอบพุทธคุณในพระเครื่องของหลวงปู่สีในหลายๆแบบของ"หน่วยสืบราชการลับทางจิต"แห่งพุทธวงศ์ในหลายๆวาระก็พบกับผลการวิเคราะห์อย่างน่าตื่นใจที่สุดเป็นเอนกปริยายว่า "เหนือฟ้า เหนือดิน..!!" "เป็นพลังของพระอรหันต์ระดับปฏิสัมภิทาญาณ..!!!" "พลังสุดยอดมากๆ เทียบเท่ากับพระคณาจารย์รุ่นเก่า ชนิดไม่ต้องไปหาพระหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง,หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ,หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าที่มีราคาเช่าหาเป็นแสนเป็นล้านให้เหนื่อยยาก เพราะพระหลวงปู่สีนั้น มีพุทธคุณไม่แตกต่างกันแต่อย่างใดเลย..!!?!"

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 12:43 น.] #729919 (5/8)
หมายเหตุ1, แต่...น่าเสียดายและเสียใจเป็นอย่างยิ่งว่า ตอนนี้ ได้มีทุจริตชนทำของ"ปลอม"ของหลวงปู่สี วัดเขาถ้ำบุญนาคมาหลอกแก่ผู้ศรัทธากันอย่างหนักและร้ายแรงยิ่ง เพราะ"เหมือนมากๆถึงมากที่สุด" โดยเฉพาะ"เหรียญ" มีปลอมเกือบทุกแบบพิมพ์(ปลอมจากเทคโนโลยี่คอมพิวเตอร์ชั้นสูง) ทำให้มีความเหมือนถึงประมาณ 95-99 เปอร์เซนต์!!!!! นับได้ว่า น่ากลัวมากๆ ใครอยากรู้ว่ามีพิมพ์ใดและปลอมได้เสมือนจริงแค่ไหน ก็ลองย่องๆไปสำรวจที่"ท่าพระจันทร์" โดยเฉพาะแผงที่ขายของฝีมือระดับเทพดูเอาเองเทอญ... หมายเหตุ 2, สำหรับพระผงหลวงปู่สีปลอมนั้น ยังไม่ค่อยน่ากลัวเหมือนเหรียญเท่าไร ด้วยทำเลียนแบบได้ยากมากกว่า เพราะพระหลวงปู่สีเพิ่งมาดังและปลอมหลังจากที่เริ่มฟีเวอร์เมื่อไม่กี่เดือนนานนี้ ทำให้ของปลอม(ถ้าหากมี)มีความแห้งความเก่าไม่เหมือนหรือเทียบเท่ากับของจริงที่ผ่านการแห้งการเซ็ตตัวมานานกว่า 3 ทศวรรษได้ แต่ก็ประมาทไม่ได้เช่นกัน ถ้าอย่างไร ก็ขอให้ผู้ที่ศรัทธาในหลวงปู่สี จงระมัดระวังในการเช่าหาพระท่านให้จงดี ก็คงจะได้พระเครื่องที่มีพุทธคุณสูงสุดในระดับเดียวกับพระหลวงพ่อกลั่น,หลวงปู่ศุข หรือบางรุ่น มีพลังสูงสุดยอดเทียบเท่ากับสมเด็จวัดระฆัง(เหรียญพรหมวิหารธรรม ที่หลวงปู่ดู่สั่งให้สร้าง และหลวงปู่สีเสกนานที่สุดถึง 1 ไตรมาส)มาไว้สักการะบูชาโดยสวัสดิภาพโดยทั่วกัน

โดยคุณ minemint (2.9K)  [พ. 15 ก.ค. 2552 - 22:06 น.] #730652 (6/8)

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [พ. 29 ก.ค. 2552 - 23:43 น.] #757829 (7/8)
ตอนที่ ๑๐

หลวงปู่สี ฉันทสิริ


แห่งสำนักสงฆ์ถ้ำเขาบุนนาค อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์





ในบรรดาพระเดชพระคุณ พระสุปฏิปันโนทั้งหลายที่ผมเคยได้รู้จักและเกี่ยวข้องหรือเนื่องด้วยหลวงพ่อ ฯ ของพวกเรา พระคุณเจ้าองค์นี้นั้นผมมีความสนิทสนมด้วยน้อยที่สุด คือผมมีโอกาสได้พบได้นมัสการพูดคุยกับท่านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ครั้งเดียวที่ว่านี้ เรียกหรือนับได้ว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว ติดตามมาซิครับ ถ้าไม่จริงไม่เอาตังค์...!


ในห้วงระยะเวลาระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ – ๒๕๑๘ เป็นช่วงระยะเวลาที่หลวงพ่อ ฯ ท่านต้องตระเตรียมงานต่าง ๆ มากมาย เกี่ยวกับการฉลองสมโภชงาน “ครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดหลวงพ่อปาน ฯ” พระอาจารย์ของท่านและปรมาจารย์ของพวกเรา


ส่วนหนึ่งของแผนงานก็คือ จะมีการอาราธนานิมนต์หลวงพ่อ ฯ หลวงปู่ ฯ ครูบา ฯ ต่าง ๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระเกจิอาจารย์" ที่มีชื่อเสียงให้มาร่วมในงานนี้ โดยมีรายการต่าง ๆ เพื่อให้ญาติโยมที่จะมากันมาก ได้โอกาสนมัสการและทำบุญกับพระสงฆ์เหล่านี้ และเพื่อมาเข้าพิธีพุทธาภิเษกรูปหล่อเหมือนหลวงปู่ปาน ฯ ตลอดจนพระเครื่องต่าง ๆ ด้วย ฯลฯ เป็นต้น


กำหนดการนี้อยู่กลางเดือนสิงหาคม ๒๕๑๘ ซึ่งอยู่ในระหว่างเข้าพรรษาด้วย พระเดชพระคุณ ฯ ที่พวกเราต้องการจะนิมนต์มานี้ ล้วนเป็นพระที่มีชื่อเสียง (ลูกศิษย์หวง) การไปนิมนต์จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำได้ ระยะทางหรือก็ไกล แถมยังจะต้องมาค้างคืนอีกหลายคืน ใครจะมาต้องถือว่าสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งยังจะต้องลาสังคหะอีกด้วย


ปัญหาแบบนี้ใครจะมีบารมีมากพอที่จะไปทำได้ ถ้าไม่ใช่หลวงพ่อ ฯ ดังนั้นภาระในการนี้จึงต้องตกเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อ ฯ โดยตรงที่จะต้องไปดำเนินการ (ให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย) สำหรับพวกผมก็คิดประเมินสถานการณ์กันว่า ๕๐/๕๐ หมายความว่าอย่างเก่งอาจจะสำเร็จเพียงครึ่งเดียว แต่สำหรับหลวงพ่อ ฯ แล้ว ท่านมีความมั่นใจมาก เพราะท่านพูดเสมอว่า งานนี้เป็นการสำคัญของพระพุทธศาสนาเลยทีเดียว


หลวงพ่อ ฯ หลวงปู่ ฯ ครูบา ฯ ทั้งหลายจะต้องมาแน่ ๆ และในการไปอาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าเหล่านี้ หลวงพ่อ ฯ ก็ได้ชักชวนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาให้ไปร่วมนมัสการด้วยเป็นคณะใหญ่ จนกระทั่งได้เกิดเป็นตำนาน “ฤาษีทัศนาจร” และ “ล่าพระอาจารย์” ให้พวกเรารุ่นหลังได้อ่านกันสนุกสนานกันมาจนทุกวันนี้


และปรากฎว่าได้สำเร็จจริงตามที่หลวงพ่อ ฯ ท่านว่าเอาไว้ ยกเว้นอยู่เพียง ๔ องค์ที่มาไม่ได้ เพราะเหตุจำเป็นจริง ๆ คือ หลวงปู่แหวน ฯ (องค์นี้พวกเราพิจารณากันเองด้วยสติปัญญาว่า ท่านชราภาพมากและสุขภาพไม่ดี จึงไม่นิมนต์) องค์ต่อมาคือ หลวงปู่ทืม ฯ องค์นี้เล่นลาตายเลยครับ ดีเหมือนกันไม่ต้องแก้ตัว อีกองค์คือ ท่าน ฯ วัดพระบาทตากผ้า ศิษย์ของท่านองค์หนึ่งป่วยหนักเข้าขั้นตรีทูต ถ้าท่านไม่อยู่ดูแลต้องม้วยมรณัง องค์สุดท้ายที่ไม่มาคือ หลวงปู่สี ฯ ไม่ยอมมาเพราะอาย อ่านตามมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็รู้ว่าอายอะไร


บรรดาพระสุปฏิปันโนทุกองค์ที่ได้มาและไม่ได้มาร่วมงานดังกล่าว มีอยู่เพียงองค์เดียวคือ หลวงปู่สี ฯ ที่หลวงพ่อ ฯ ไม่ได้พาคณะศิษย์ไปนมัสการ (เนื่องจากมีเหตุผลหลายประการ ซึ่งผมจะขอข้ามไป) ลูกศิษย์ฝ่ายทหารอากาศ มีพี่สาย (พ.อ.อ. สาย ศิริรัตน์ ทำงานอยู่ที่ บน.4 ตาคลี) เป็นต้น ได้เคยมาปรึกษาหารือกับผมเสมอ ๆ โดยขอให้ผมเสนอหลวงพ่อ ฯ ให้ชักชวนคณะศิษย์ไป แต่ผมทำเฉยเสีย ทั้งนี้เพราะผมนั้นรู้อยู่แก่ใจว่า ถ้าการใดสำคัญจำเป็นแล้ว หลวงพ่อ ฯ ท่านจะบัญชาลงมาเองทันที โดยไม่ต้องไปชวน หรืออาราธนาให้ลำบาก


จากการที่ พี่สาย ฯ มาคอยตื๊อผมในเรื่องนี้ ผมจึงได้ทราบประวัติและความเป็นมาของ หลวงปู่สี ฯ พอสังเขปว่า หลวงปู่ ฯ ไม่ได้เป็นชาวอำเภอตาคลีโดยกำเนิด ท่านเป็นคนทางภาคอีสาน มีอยู่ครั้งหนึ่ง ในระหว่างที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามป่าเขา ท่านได้ไปปักกลดอยู่ใกล้หมู่บ้านป่าแห่งหนึ่ง ซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ไปแล้วกว่าครึ่ง หลวงปู่ ฯ จึงได้พยายามเทศนาสั่งสอนจนชาวบ้านจำนวนมากได้กลับตัวกลับใจหันมานับถือศาสนาพุทธอีก


การกระทำของหลวงปู่ ฯ สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ควบคุมพื้นที่นั้นมาก จึงได้วางแผนจะเข้าไปจับตัวหลวงปู่ ฯ โดยเข้าทำการปิดล้อมหมู่บ้านตามยุทธวิธีของเขา ปรากฎว่าพวกเขาหาตัวหลวงปู่ ฯ ไม่พบ ทั้ง ๆ ที่ระหว่างที่เข้าปฏิบัติการนั้น หลวงปู่ ฯ ก็ยืนอยู่ในป่าอ้อยใกล้ ๆ หมู่บ้านนั้นเอง ไม่ได้ไปไหน ท่านว่าพวกเขาแทบจะเดินชนท่านหลายครั้ง แต่ทำไมจึงไม่เห็นท่านก็ไม่รู้ (ไม่รู้ยันเลยนะครับหลวงปู่ ฯ แบบนี้เขาเรียกว่า รู้แต่ไม่ยอมบอก)


สมัยนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยไม่ได้โจมตีเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น ยังได้โจมตีศาสนาและพระมหากษัตริย์ด้วยทุกวัน สามารถรับฟังได้ชัดเจนจากสถานีวิทยุเสียงปักกิ่ง ข่าวการประสงค์ร้ายต่อหลวงปู่ ฯ นี้ล่วงรู้ไปถึงหูพวกลูกศิษย์ที่เป็นทหารอากาศ จึงได้วางแผนไปรับตัวหลวงปู่ ฯ นำขึ้น ฮ. มาที่ตาคลี และต่อมาได้อาราธนาให้ไปอยู่ที่สำนักสงฆ์ดังกล่าวแล้วข้างต้น แต่ฟังว่ากว่าจะนิมนต์เอาตัวหลวงปู่ ฯ มาได้ ถึงกับต้องเอาราชการไปอ้างท่านถึงจำต้องยอม


เรื่องนี้จริงเท็จอย่างไร ผมไม่รับรอง แต่เมื่อ พี่สาย ฯ รับรอง ผมก็เชื่อ เพราะเราไม่เคยโกหกกัน เว้นแต่จะฟังมาผิด เพราะต่างก็ไม่มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องในการนั้น ฟังเขามาเล่าต่อว่าอย่างนั้นเถิด แต่ถ้าใครยังติดใจก็ตามไปถามเอาจาก พี่สาย ฯ หรือ หลวงปู่ ฯ เองก็แล้วกันครับ


หมายเหตุ : ในตอนจบนี้ "ผู้เขียน" เล่นมุขจนรับไม่ทัน บอกว่าให้ไปถาม "พี่สาย" หรือ "หลวงปู่" กันเอง จะไปถามได้ไงละครับ ในเมื่อ "พี่สาย" และ "หลวงปู่" ได้จากโลกนี้ไปนานตั้งหลายปีแล้ว หรือว่าใครจะกำหนดจิตถามกันเองก็แล้วกันนะคร๊าบบบ...!!! (จาก "ทีมงานเว็บวัดท่าซุง")


<<โปรดติดตามตอนต่อไป>>


◄ll กลับสู่ด้านบน


[ PROFILE ] [ FIND ] [ U2U ]

posted on 27/7/09 at 17:55 [ QUOTE ]


Update 27 ก.ค. 2552



ผ้าสังฆาฏิหลวงปู่สี



ก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้ ผมเองก็ได้พยายามติดต่อขอประวัติของหลวงปู่ ฯ ที่เชื่อว่าที่วัดน่าจะมีเหลือ มิสเตอร์บัง ฯ (ร.ต.นที) บอกผมว่า พี่ประมวล (พ.อ.อ. ประมวล ราชอินทร์) น่าจะมี ผมก็รอคอยอยู่ เพราะถ้าได้มาก็จะเป็นประโยชน์ที่จะนำมาย่อพอสังเขป ไม่ต้องให้คนที่อยากรู้ต้องไปหาหนังสือหลาย ๆ เล่มมาอ่าน จึงจะได้ความครบสมบูรณ์


รออยู่นานมิสเตอร์บัง ฯ ก็ยังไม่กลับ (ไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ อยู่ในประเทศไทยนี่แหละ แต่กู่ไม่กลับ นัยว่ายุ่งกับธุรกิจถมดินอยู่จนท่อปัสสาวะอักเสบ) ผมจึงตัดสินใจไม่รอคอย เพราะเดี๋ยวหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พิมพ์ งวดหน้าพี่จะแวะรับก็แล้วกันนะบังนะ งวดนี้พี่ไปก่อน คอยอยู่กับไอ้ตี๋เล็กก็แล้วกัน


กลับมาเข้าเรื่องหลวงปู่สี ฯ ต่อไป ต่อมาเมื่อใกล้จะถึงกำหนดวันงานสมโภชครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ปาน ฯ ท่านเจ้าคุณศุภมัสสุ หรือพระอาจารย์เหม่ ฯ (คุณเลิศลักษณ์ ศรีสิงหสงคราม) ได้แจ้งให้ผมทราบว่า หลวงพ่อ ฯ ตามหาผม จะให้ไปหา หลวงปู่สี ฯ เพื่อนำสังฆาฏิไปแลก แล้วนำมาแจกจ่ายในงานตามโครงการของผม


ทีแรกผมก็อุ่นใจ เพราะคิดว่าหลวงพ่อ ฯ จะนำไป ที่ไหนได้..พอหลวงพ่อ ฯ บอกว่าท่านไม่ไป จะให้ผมไปเอง ผมก็ร้องจ๊ากเลยครับ… นึกในใจว่าเวรกรรมของไอ้เป๋ ฯ ไม่มีทางสำเร็จหร๊อก !...


แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ให้ คุณป้านนทา ฯ เลือกสังฆาฏิใหม่ให้ ๑ ผืน ก้มหน้างุด ๆ ออกมาชวนสมัครพรรคพวกกลุ่มทหารอากาศไปกันหลายคน ก็หวังพึ่งพิงพวกพี่ ๆ เขานี่แหละครับ บอกตรง ๆ ดุ่ยเด่ไปคนเดียวใครจะกล้า อุ่นใจว่าพวกพี่เขาเคยไปนมัสการอยู่บ่อยครั้ง ส่วนผมนั้นไม่เคยไปเลย จำได้ว่ามีน้อง ๆ ไปช่วยเชียร์กันหลายคน รุ่นเดอะที่ไปช่วยลุ้นก็มี แม่นิด ฯ กับพระอาจารย์เหม่ ฯ พอถึงวัดก็ตรงรี่เข้าไปที่กุฏีของหลวงปู่ ฯ


หลวงพี่ ฯ (พระองค์ที่คุ้นเคยกับพวกเราที่เป็นทหารอากาศและดูแลหลวงปู่ ฯ อยู่) ก็ออกมาต้อนรับ และแจ้งให้พวกเราทราบว่า “คอยประเดี๋ยวนะครับ ท่านกำลังฟังวิทยุอยู่ ต้องรอให้ท่านฟังให้เสร็จเสียก่อน จึงจะเข้าไปพบและนมัสการได้”


เออ…ก็ดีเหมือนกัน ผมคิดในใจ พอมีเวลาตั้งตัว คิดดังนั้นแล้วผมจึงได้เร่เข้าไปเจรจากับหลวงพี่ ฯ เป็นการหยั่งเชิงไปก่อนว่า ที่มานี้มีความประสงค์อย่างไร หลวงพี่ ฯ ก็ให้กำลังใจว่าคงจะสำเร็จ แต่เดี๋ยวเมื่อคุณได้พบแล้วก็ให้เรียนขอกับท่านเอาเองก็แล้วกัน ทางนี้ (หมายถึงระดับลูกศิษย์เท่านั้น) ได้ทราบเลา ๆ แล้วถึงความประสงค์ แต่ไม่มีใครบอกกับหลวงปู่ ฯ หรอก ไม่มีใครกล้า ต้องขอเอง


อ้าว…แล้วกันหลวงพี่ ฯ ขนาดหลวงพี่ ฯ อยู่กับท่านแล้วยังไม่กล้าบอกท่านก่อน แล้วอย่างผมที่ไม่รู้จักกับท่านมาก่อนเลย จะทำยังไงนี่ ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ แล้วผมขอสารภาพอีกว่า สำหรับองค์อื่น ๆ แล้ว ผมชัวร์ป้าบเลยครับว่าสำเร็จ แต่ หลวงปู่สี ฯ นี่ไม่ป๊าดไม่ปู๊ดเลยครับ ทำท่าจะเป๋งลูกเดียว


หาข่าวมาแล้วก็รู้สึกสำนึกเลยครับว่าถูกต้ม ไม่มีใครนำทางหรือนำร่องให้มาก่อนเลย พี่สาย ฯ นะพี่สาย ฯ ผมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้นอยู่ในใจ เป็นทหารอากาศแท้ ๆ แต่ดันพาผมมาปล่อยเกาะ ถ้าเป็นทหารเรือจะไม่ต่อว่าเลย ผมเข้าไปซักถามพวกเราที่เป็นทหารอากาศเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง ได้ความว่าไม่มีใครกล้ามาบอกหลวงปู่ ฯ ไว้ก่อน


เวรนะเวร…ไม่น่าหลอกกัน ก็เมื่อตอนก่อนจะมา ผมถามแล้วก็พูดเสียแข็งขันว่าสบายมาก ผมก็นึกว่ามีผู้เก่งกล้าอาสารับภาระมาขอให้เรียบร้อยแล้ว จึงเตรียมกายเตรียมใจแค่วางมาดเข้ามารับของที่ต้องการแล้วก็กลับได้ หนอยแน่…ก็แค่มากราบเรียนให้หลวงพี่ ฯ ทราบเท่านั้น ส่วนหลวงปู่ ฯ ไม่มีใครมาบอกไว้ก่อนเลย


เอาไงดีวะ…ผมคิดในใจแล้วทำเถลไถลกลบเกลื่อนความไซ้ต์ใน เดินออกไปชมเครื่องรางของขลังที่ตู้กระจกที่ชานหน้ากุฏี ทำไก๋เช่ารูปหล่อเหมือนหลวงปู่ ฯ มา ๑ องค์ หูก็แว่ว ๆ ได้ยินเสียงเพลงอีสานอยู่ในห้องของหลวงปู่ ฯ คิดปลอบใจตนเองว่า เฮ้อ…พระองค์นี้คงไม่เท่าไหร่หรอก ยังติดฟังเพลงอยู่นี่ คงไม่มีอะไรหรอกน่า ผิว(ผิวะ)… ไม่ได้ก็ไม่เอา แน่ะ…อวดดีอีกเอ้า เออ…เสียงเพลงจบลงแล้วได้พบเสียทีจะได้เสร็จ ๆ


ข้างหลวงพี่ ฯ กุลีกุจอกระวีกระวาดไปลาดเลา เอาหูแนบประตูกุฏีกระแอมกระไอ แล้วร้องบอกขออนุญาตให้โยมได้เข้าไปนมัสการ แล้วหลวงพี่ ฯ เองก็ผลุบเข้าประตูไป ไม่ถึงอึดใจประตูก็เปิดออกมา พวกเราก็ถลาเข้าไปกราบนมัสการ เห็นท่านนั่งชันเข่าอยู่ข้างหนึ่ง นุ่งสบงอยู่ตัวเดียว หน้าตาบึ้งตึงชนิดที่ว่า.. ไม่ว่าไทย ไม่ว่าฝรั่ง ไม่รับทั้งนั้น อย่าว่าแต่แขกเลยครับ


ผมเข้าไปกราบแล้วถอยปรู๊ดออกมาหลบอยู่ข้างหลัง แม่นิด ฯ ภาวนา..พุทโธ ๆ ขอให้ หลวงพ่อ ฯ ช่วย หลวงพ่อ ฯ คะร๊าบ..ช่วยด้วยช่วยที นี่พระหรือเสือขอรับ นัยน์ตาลุกวาวขมึงทึงทีเดียวเจียวแหละ พวกเราทุกคนนั่งกันเงียบกริ๊บเลยครับ ฝ่ายหลวงปู่ ฯ ก็ออกงิ้วเลยครับ ตวาดแว๊ดมาด้วยเสียงอันดัง


“พวกมึงมาทำไม หืม… โน่น ข้างนอกโน่น จะมาเอาวัตถุก็ไปเอาข้างนอก เขาหล่อรูปกูเอาไว้ขายเยอะ อย่างอื่นก็มี ไปไป๊… ออกไปข้างนอก พาไปข้างนอก ธรรมะไม่เอานี่..ลูกศิษย์ใครกัน..!”


พูดจบก็โบกมือสั่งให้หลวงพี่ ฯ ปิดประตู หลังจากโบกมือไล่พวกเราแล้วก็หันหลังให้ นั่งเฉยอยู่อย่างนั้นไม่พูดไม่จา พวกเราตกตะลึง..เสร็จ..เสร็จ..เสร็จแน่…! เริ่มต้นบรรยากาศก็แปรปรวนล้วนสลดแลสยดสยอง หลวงพี่ ฯ เข้าไปกราบเรียนอ้อนวอนว่า เป็นคณะศิษย์ของหลวงพ่อ ฯ มีธุระนำข่าวมาจากหลวงพ่อ ฯ ท่านจึงได้หันกลับมาอีกทีอย่างเสียไม่ได้ ตวาดเอ็ดอึงต่อไปว่า


“ที่เฮาฟังอยู่นี่ บ่แม่นเพลง เป็นแหล่เทศน์ เคยฟังบ๋อ ฮื่อ…” ตอนท้ายยังทำเสียงฮื่อออกทางจมูกเหมือนกับแสดงความสมเพช จากนั้นก็ยังดุยังบ่นพึมพัม ดังบ้างค่อยบ้างต่อไปอีกหลายกระบุงโกย (เป็นภาษาอีสาน)


แต่ผมไม่รับฟังแล้ว ภาวนา "พุทโธ" อย่างเดียว จิตจับอยู่ที่หลวงพ่อ ฯ และขอบารมีหลวงพ่อ ฯ ให้ช่วยด้วยลูกเดียว อะไร ๆ ที่ได้ล่วงเกินไปนั้น ลูกช้างมันโง่ กราบขออภัยให้ไอ้ลูกหมา (เอ๊ย…ไอ้หมาลูกคน) ด้วยเถิดคะร๊าบ ไอ๊หยา… น่ากลัวจิน ๆ


เสียงดุค่อย ๆ เบาลง ๆ จนเงียบ แต่ผมก็ไม่ยอมลืมตา ใช้วิธีส่งกระแสจิตอย่างเดียวเท่านั้น รับได้หรือไม่ได้ไม่รู้ แว่วได้ยินเสียง แม่นิดเจรจากับหลวงปู่ ฯ ว่าหลวงพ่อ ฯ ให้เอาสังฆาฏิมาแลกแล้วก็เงียบไป สักพักแม่นิดสะกิดบอกว่า หลวงปู่ ฯ เรียก จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น โอ๋ยโย่... เค้าเป๋... ลุจังโลย ซี้แหงเลี้ยว... ท่านจ้องหน้าผมเป๋ง ผมหลับหูหลับตาคลานเข้าไปกราบ แล้วพูดโดยไม่ยอมมองหน้าท่านว่า “หลวงพ่อฤาษี ฯ ให้เอาสังฆาฏิมาแลกครับ”


ท่านก็รับสังฆาฏิที่ผมประเคนไปอย่างเสียไม่ได้ ไม่เต็มใจเอาเสียเลย แล้วเอาไปคลี่ออก เอาศอกทาบตามความยาววัดไปทีละศอก ๆ จนหมดความยาวของสังฆาฏิผืนนั้นแล้วร้อง “เช๊อะ...ไม่ได้เรื่อง” พลางโยนสังฆาฏิผืนนั้นลงกับพื้นอย่างไม่แยแส ดุเกรี้ยวกราดขโมงโฉงเฉงต่อไปอีก


“คนสมัยนี้มันแย่ สังฆาฏิพระวินัยให้ยาว ๘ ศอก นี่ยาวเท่าไรเหอ...” แล้วท่านก็เอานิ้วจิ้ม ๆ ลงไปที่สังฆาฏิ


ผมสั่นหัวตอบในใจว่าไม่ทราบครับ ตอนที่ท่านเอาศอกวัดก็ไม่ได้ดู จึงไม่ทราบว่าสั้นหรือยาวเกินไป ตอนเอามาก็ไม่ได้พิถีพิถันจริง ๆ ครับ ยอมรับผิดว่าชุ่ย เบิกมาจาก คุณป้านนทา แล้วก็แล้วกันไป ไม่นึกว่าจะละเอียดกันขนาดนี้ หลวงปู่ ฯ เห็นผมไม่พูด ก็เอาสังฆาฏิไปวัดให้ดูอีก อ้อ...ขาดไปหน่อย ผมคิดในใจ


“แล้วจะเอายังไง” หลวงปู่ ฯ เค้นถามเสียงเครียด ท่าทางยังเหมือนกับอยากจะกินลาบเลือด และไม่ยอมลดราวาศอกให้เลย


“ผมขออนุญาตเอาไปเปลี่ยนใหม่ก็แล้วกันครับ” ผมอึก ๆ อัก ๆ อยู่นานกว่าจะพูดออกไปได้ แล้วทำท่าจะหยิบเอาคืนมา แต่หลวงปู่ ฯ ท่านกลับเอามือกดผ้าไว้กับพื้นเฉยเสียงั้นแหละ ผมจึงหดอีก ความอึดอัดใจที่ได้รับทำให้เกิดความรู้สึกว่า นานเหมือนโกฏิปีเชียวครับ ที่สำนักสงฆ์ถ้ำเขาบุนนาค อยู่ใกล้ป่าใกล้ภูเขาอากาศออกจะเย็น ๆ แต่ผมร้อนจี๋เลยครับ เหงื่องี้ออกทั้งตัว หลวงพี่ ฯ ถลาเข้ามาช่วย


“ให้โยมเขาแลกไปเถิดครับ เขาจะเอาไปให้คนทำบุญ” ท่านช่วยตะโกนอ้อนวอน แต่หลวงปู่ ฯ โบกมือห้าม แล้วก้มลงพูดเบา ๆ กับผม “นี่โยม..สังฆาฏิต้องยาว ๘ ศอกนะ จำไว้นะ...”


เอ๊ะ...ผมหูฝาดหรืออย่างไร ทำไมเสียงของหลวงปู่ ฯ จึงกลับนิ่มนวลอะไรจะปานนั้น ผมค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากท่าที่ก้มกราบอยู่ เอามือแคะหูทั้งสองข้างอย่างไม่เชื่อมัน และไม่เชื่อมั่น หวาดระแวงเต็มที่เลย เอาไงนี่...


“เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์มหาวีระ ฯ ต้องละเอียด ต้องรอบคอบ จำเอาไว้ให้ดี...”


เสียงนุ่มนวลไม่มีแกมเหน่อลอยมาอีก ผมลุกพรวดขึ้นมานั่งพับเพียบพนมมือแต้เพื่อที่จะมองหลวงปู่ ฯ ให้เต็มตา อะไรกันนี่... เสือกลายเป็นพระไปแล้ว และกลายเป็นพระที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาเสียด้วย ไม่มีท่าทางที่แสนจะดุดันหลงเหลืออยู่ต่อไปอีกเลย กลับตาลปัตรไปแล้ว เปลี่ยนบทไวยังกะวิกส์ ๐๗ แน่ะ..!

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [จ. 03 ส.ค. 2552 - 13:44 น.] #767161 (8/8)
พลังลึกลับ

เมื่อหลายสิบปีก่อน
บ่ายกว่าแล้วรถไฟดีเซลรางเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากหัวลำโพง มุ่งหน้าสู่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ในใจเหม่อลอยคิดไปต่างๆนานา บางครั้งนึกกลับไปถึงโรงเรียนมัธยมย่านเอกมัยที่กรุงเทพซึ่งเพิ่งสอบเสร็จใหม่ๆ ไม่รู้ชะตากรรมว่า ถ้าหากการตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาด ไม่สามารถอยู่ในเพศผ้ากาสาวพัสตร์ได้ การกลับมาเรียนในมัธยมตอนปลายคงไม่สามารถทำได้อีกต่อไป
ใครจะช่วยได้และเราจะทำอาชีพอะไร สงสารพ่อและแม่จะต้องทุกข์ใจเพียงใดที่ลูกคนเล็กต้องพ่ายแพ้เสียกลางคัน ตอนนี้พ่อและแม่ไม่ทราบว่าเราตั้งใจว่าจะบวชและไม่กลับไปเรียนอีก บอกท่านเพียงว่าจะขอบวชเณรช่วงปิดเทอมเท่านั้น เพราะถ้าหากบอกพ่อว่าอาจจะไม่สึกท่านคงไม่ยอมให้บวชอีกต่อไปอย่างแน่แท้
คิดไปคิดมาถึงเรื่องทุกข์ในการเกิดมาในโลกนี้แล้วต้องเกิดมาพบกับการเป็นทาสของอารมณ์แม้กระทั่งอารมณ์ของพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ไหนจะต้องโหยหาอาหารเพื่อยังชีพ และการเอาตัวรอดในสังคม แม้กระทั่งตอนเป็นนักเรียนเห็นเขาตีกันต้องคอยวิ่งหัวซุกหัวซุนทั้งที่เราไม่ได้เกี่ยวด้วยเลย เพียงเพราะชื่อและความเป็นนักเรียนสถาบันนั้นเท่านั้น
รถไฟถึงสถานีแล้ว ก็รีบมุ่งหน้าสู่บ้านพักชลประทานซีเมนต์ ตำบลโพนทองระยะทางประมาณ ๑๕ กม.ต้องผ่านทางเข้าวัดเขาถ้ำบุญนาค ซึ่งตั้งใจว่าพรุ่งนี้แหละจะแอบเดินทางมาที่วัดเพราะทราบข่าวว่าที่วัดนี้มีหลวงปู่ชื่อดัง ท่านชื่อหลวงปู่สี ฉันทสิริ อายุ ๑๒๘ ปีจำพรรษาอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เล็กไม่ทราบว่าท่านเป็นพระธุดงค์เข้มแข็ง อยู่ที่วัดแห่งนี้หรือเป็นเพราะเรายังเล็กอยู่ยังไม่คิดเรื่องออกบวช หลวงปู่สี ฉันทสิริ มามีชื่อเสียงอย่างมากตอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ มากราบสักการะบ่อยครั้งและเอาชีวิตของท่านมาเล่าสู่สาธารณชน นั่นเองจึงมีผู้คนให้ความเลื่อมใส ชีวิตการธุดงค์ของท่านจึงค่อยแพร่งพรายออกมา
สมัยก่อนจำได้ว่าเป็นลูกเสือชั้นประถม ทางโรงเรียนเคยเกณฑ์มาตัดไม้ไผ่เพื่อเทพื้นศาลายังเคยได้เหรียญและเดินผ่านกุฏิหลวงปู่สี ฉันทสิริ ซึ่งอยู่หน้าถ้ำ บริเวณวัดอยู่ในที่ราบแต่ติดกับภูเขา บริเวณเขาติดกับวัด ที่วัดนี้มีถ้ำชื่อบุญนาค เป็นถ้ำลึกสามารถทะลุไปยังที่ต่างๆในบริเวณนั้นได้ เพราะภูเขาลูกนี้ใหญ่มาก
เล่ากันว่าหลวงปู่สี ฉันทสิริ เป็นพระชอบธุดงค์ไปตามป่าเขาเป็นพระป่าแบบมหานิกายคือมาจากพระบ้านทั่วไปภายหลังออกยึดหลักธรรมง่ายๆคือ อนัตตาบทเดียว คือความไม่มีตัวตน,ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเราเลย,เราไม่สามารถเป็นเจ้าของสิ่งใดได้ตลอดไปเลย,เราไม่สามารถบังคับกายและใจให้อยู่ในอำนาจของเราได้

ก่อนที่หลวงปู่สีจะใช้อนัตตาบทเดียวนั้น หลวงปู่สีท่านฝึก กัมมัฏฐานทั้ง ๔๐ วิธีโดยเฉพาะกสิณ(วัตถุอันจูงใจคือจูงใจให้ผูกอยู่ ต้องใช้วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ)ทั้ง ๑๐ ชนิด มี ๑.ปฐวี ดิน ๒.อาโป น้ำ ๓.เตโช ไฟ ๔.วาโย ลม ๕.นีลํ สีเขียว ๖.ปีตํ สีเหลือง ๗.โลหิตํ สีแดง ๘.โอทาตํ สีขาว ๙.อาโลโก แสงสว่าง ๑๐.อากาโส ที่ว่าง
หลวงปู่สีไม่มีใครรู้ประวัติชัดเจนนัก ท่านเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำบุญนาค ชื่อหลวงพ่อสมบูรณ์ ท่านเล่าว่าหลวงปู่สีนั้นท่านไปนิมนต์ให้เลิกจากการธุดงค์มาอยู่วัดเขาถ้ำบุญนาคหลายครั้งท่านไม่ยอมมา จวบจนท่านเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ก็ไม่ละความพยายามยังคงตามไปนิมนต์หลวงปู่อีก ไปพบท่านที่ป่าแห่งหนึ่งแถวจังหวัดกาฬสินธุ์คราวนี้เมื่อเหมารถไปถึง หลวงปู่สีเตรียมบริขารไว้รอท่าแล้วพร้อมกับบอกญาติโยมแถวนั้นว่าจะมีพระมารับ ครั้งนี้ท่านยอมมาคงเห็นว่าชราภาพมากแล้วและความพยายามของหลวงพ่อสมบูรณ์ที่ไม่ยอมลดละนั่นเอง หลวงพ่อสมบูรณ์เล่าว่าจีวรของหลวงปู่นั้นดำและมีกลิ่นมาก จะขอหลวงปู่เปลี่ยนใหม่ท่านไม่ยอมท่านบอกว่าจีวรผืนนี้ยังใช้ได้ให้ซักเอา ปรากฏว่าซักไม่รู้กี่น้ำก็ยังไม่หายสกปรกเลย
ขณะท่านทำความเพียรนั้น ท่านทำอย่างหนักโดยเฉพาะเรื่องกสิณนั้น ครูของท่านให้เพ่งกสิณดิน โดยนำดินสีดำมาปั้นเป็นรูปคนแล้วตั้งไว้ตรงหน้าเพ่ง ท่านเพ่งทั้งกลางวันกลางคืนบางวันไม่ออกไปบิณฑบาต หลับตาจะเห็นรูปคนนั้น ชัดเจนคล้ายตาเห็นจนในที่สุดรูปปั้นดินนั้นได้กลายร่างเป็นครูท่านและได้เดินมาบอกท่านว่าให้ท่านเลิกทำเสียเถอะท่านไม่ยอมเลิกจนท่านสามารถถึงจุดสุดยอดในการเพ่งกสิณนั้น ท่านเล่าให้ผู้ปรนนิบัติว่าสามารถทำให้น้ำกลายเป็นดิน เดินบนน้ำได้จริง
กสิณต่อมาคือลม ท่านทำจนสามารถบังคับลมได้ แต่พอมาถึงกสิณไฟนี่ซิ ท่านบอกว่าฝึกไปฝึกมา ไฟไหม้กุฏิเสียนี่ เลยต้องเลิกฝึกที่กสิณไฟ
ท่านเล่าว่าไม่ว่าจะฝึกกสิณสุดยอดเพียงใด ไม่ได้ทำให้จิตใจดีขึ้นกว่าเดิม พอเลิกฝึกสักพักจิตใจก็ยังคิดเรื่องราวต่างๆเหมือนเดิม ไม่ต่างจากก่อนเริ่มฝึกเลย
ได้ฟังเรื่องราวของหลวงปู่สี ฉันทสิริมาพอสมควรตอนโรงเรียนปิดกลางเทอมแล้วกลับบ้าน ผู้คนในโรงปูนเล่ากันถึงความมีชื่อเสียงของท่านมากมาย ตอนนั้นคิดว่าถ้าเราบวชจะขอเริ่มต้นบวชฝึกกัมมัฏฐานกับหลวงปู่สีนี่แหละ
รถยนต์ถึงบ้านพักชลประทานซีเมนต์แล้ว แม่เห็นดีใจมาก ลูกชายเรียนมัธยมจากกรุงเทพกลับมาแล้ว คนแถวบ้านต่างภูมิใจที่ลูกบ้านนี้คนโตเรียนอยู่ที่เทคโนโลยี่พระนครเหนือ คนเล็กเรียนโรงเรียนรัฐบาลได้ เมื่อพูดคุยสนทนากับแม่เรียบร้อยได้บอกแม่ว่าพี่ชายจะขอบวชปิดเทอมเป็นพระภิกษุส่วนผมจะขอบวชล่วงหน้าไปดูก่อน และได้ถามแม่ว่าหลวงปู่สียังอยู่ดีหรือ แม่บอกว่าหลวงปู่สีเพิ่งมรณภาพได้ ๑๐ วันมานี่เองพอได้ยินว่าหลวงปู่สีมรณภาพเสียแล้ว จิตใจที่หมายมั่นว่าจะมีที่พึ่งเมื่อออกบวชก็พลันสูญสลายไปสิ้น
เช้าวันใหม่ยังคงตั้งใจเดินทางด้วยเท้าไปวัดเขาถ้ำบุญนาคซึ่งห่างจากบ้านพักประมาณ ๗ กม. วันนี้แม้ไม่มีหลวงปู่สีแล้วยังคงขอทดลองบวชเป็นสามเณรดู เพราะอย่างไรเสียเราบอกทุกคนเพียงว่าบวช ๓ เดือนเห็นท่าไม่ไหวเราก็ลาสิกขามาไม่เห็นเป็นอะไร
ออกเดินทางหลังอาหารเที่ยง ผ่านภูเขาระเบิดเลาะตามไหล่เขาไปตามทางลูกรังไม่นานนักก็มาถึง ไม่ได้มาที่วัดนี้นานมากแล้วจำแทบไม่ได้ถ้าไม่มีป้ายวัดคงจำไม่ได้เสียแน่แท้
วัดมีโบสถ์และศาลาการเปรียญเรียบร้อยถือเป็นวัดที่สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว มีต้นไม้ขึ้นประปรายล้วนเป็นต้นไม้ใหญ่ๆ บริเวณกลางวัดมีวิหารขนาดเล็กเป็นที่ไว้ร่างของหลวงปู่สี ฉันทสิริ อยู่ในโลงสีทอง เมื่อเข้ากราบหลวงปู่สี น้ำตาคลอเบ้าอยากจะร้องไห้ว่า "ลูกช่างอาภัพ หลวงปู่มาด่วนทิ้งลูกไปก่อน" และได้อธิษฐานว่า" ถ้าหากลูกบวชเณรและเป็นพระอยู่ได้ขอให้มีสิ่งแปลกประหลาดกับลูกด้วยเถิด ลูกจะเข้าไปนั่งกัมมัฏฐานในถ้ำ"
เสร็จกราบลาหลวงปู่เดินย้อนกลับมายังหน้าวัด ซึ่งเป็นที่ที่ถ้ำตั้งอยู่ ถ้ำอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ ๕ เมตรทางวัดจัดทำเป็นบันได มักเป็นที่ลงมาของเจ้าลิงน้อยทั้งหลาย พอย่างก้าวเข้าสู่ภายในประตูถ้ำรู้สึกหนาวเย็น เข้ามาปะทะร่างกายทันที ภายในทางวัดเทปูนเต็มพื้นถ้ำ มีพระประธานตั้งชิดฝาผนังถ้ำ
พอหาที่เสร็จสรรพ นั่งลงขัดสมาธิคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงค์สติมั่น บริกรรมพุทโธ ตามลมหายใจเข้าออก ทำอยู่พักใหญ่เริ่มอธิษฐานว่า " ถ้าหากลูกมีบุญในพระศาสนาบวชเป็นสามเณรแล้วสามารถอุปสมบทเป็นพระได้โดยไม่ลาสิกขามาก่อนเป็นพระภิกษุหรือบวชไปได้นานแสนนาน ขณะนี้ลูกอยู่ตามลำพังคนเดียว ถ้าหากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงรู้เห็นแล้วขอให้แสดงอภินิหารให้รู้ก่อนออกจากกัมมัฏฐาน ถ้าหากไม่แสดงอภินิหารใดๆ ให้ปรากฏจะไม่บวชแม้กระทั่งเป็นสามเณร"
เมื่ออธิษฐานจบยังคงภาวนาต่อไป ในใจอดฟุ้งซ่านไม่ได้ว่าถ้าเราออกจากกัมมัฏฐานแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราก็คงไม่ได้บวชและต้องหันหน้ากลับไปเรียนหนังสือต่อไป อีกใจคิดไปว่ามันจะมีอภินิหารอะไรกันดูช่างเกินไปเสียนี่กระไร พอทำใจได้สงบแล้วเร่งกำหนดบริกรรมต่อไปจนขาเมื่อยล้าไปหมด ท้อแท้ต่อความเพียรคงต้องลาออกจากสมาธิเสียแล้ว พลางนึกในใจว่า "เราคงไม่มีบุญที่จะบวชจึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น" ขณะที่กำลังจะยกแขนออกจากกันนั่นเอง
มีบางสิ่งบางอย่างเป็นก้อนใหญ่มหึมาพุ่งออกมาจากผนังถ้ำหลังพระประธาน มาปะทะร่างที่ยังคงนั่งสมาธิอยู่ เป็นกลุ่มคล้ายพลังแม่เหล็กคนละขั้วเอามาหากันแล้วมีแรงอย่างหนึ่งผลักขั้วแม่เหล็กให้ออกจากกัน พลังนั้นทำให้กายที่ยังคงนั่งอยู่ขยับเขยื้อนถอยหลังไปเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อเหตุการณ์สงบลงพลันความปีติขนลุกขนพองเกิดขึ้นมาแทนที่ น้าตาไหลออกมาขอบคุณต่อทุกท่านที่ให้กำลังใจแม้ไม่เห็นตัวกัน และนึกในใจว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม จะขอออกบวชให้ได้
เมื่อออกจากถ้ำแล้ว เดินไปกราบนมัสการหลวงพ่อสมบูรณ์ ปริสมปณโณ กราบนมัสการท่านว่ากระผมจะขอบวชเณร สัก ๓ เดือน และพี่ชายจะมาบวชเป็นพระภิกษุเดือนเมษายน
หลวงพ่อท่านยินดี บอกว่าให้ไปเช่าผ้าจีวรที่วัดสว่างวงษ์ แล้วขอบวชกับอุปัชฌาย์ที่วัดสว่างวงษ์ อำเภอตาคลี และอย่าลืมบอกอุปัชฌาย์ว่าจะมาจำวัดที่วัดเขาถ้ำบุญนาคต่อไป

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
-:- AnyRare -:- สมาชิกแนะนำ
** ข้อกำหนดและเงื่อนไข **


www1
Copyright ©G-PRA.COM