 (D)

เล่ากันว่าหลวงปู่สี ฉันทสิริ เป็นพระชอบธุดงค์ไปตามป่าเขาเป็นพระป่าแบบมหานิกายคือมาจากพระบ้านทั่วไปภายหลังออกยึดหลักธรรมง่ายๆคือ อนัตตาบทเดียว คือความไม่มีตัวตน,ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ของเราเลย,เราไม่สามารถเป็นเจ้าของสิ่งใดได้ตลอดไปเลย,เราไม่สามารถบังคับกายและใจให้อยู่ในอำนาจของเราได้
ก่อนที่หลวงปู่สีจะใช้อนัตตาบทเดียวนั้น หลวงปู่สีท่านฝึก กัมมัฏฐานทั้ง ๔๐ วิธีโดยเฉพาะกสิณ(วัตถุอันจูงใจคือจูงใจให้ผูกอยู่ ต้องใช้วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ)ทั้ง ๑๐ ชนิด มี ๑.ปฐวี ดิน ๒.อาโป น้ำ ๓.เตโช ไฟ ๔.วาโย ลม ๕.นีลํ สีเขียว ๖.ปีตํ สีเหลือง ๗.โลหิตํ สีแดง ๘.โอทาตํ สีขาว ๙.อาโลโก แสงสว่าง ๑๐.อากาโส ที่ว่าง
หลวงปู่สีไม่มีใครรู้ประวัติชัดเจนนัก ท่านเจ้าอาวาสวัดเขาถ้ำบุญนาค ชื่อหลวงพ่อสมบูรณ์ ท่านเล่าว่าหลวงปู่สีนั้นท่านไปนิมนต์ให้เลิกจากการธุดงค์มาอยู่วัดเขาถ้ำบุญนาคหลายครั้งท่านไม่ยอมมา จวบจนท่านเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว หลวงพ่อสมบูรณ์ก็ไม่ละความพยายามยังคงตามไปนิมนต์หลวงปู่อีก ไปพบท่านที่ป่าแห่งหนึ่งแถวจังหวัดกาฬสินธุ์คราวนี้เมื่อเหมารถไปถึง หลวงปู่สีเตรียมบริขารไว้รอท่าแล้วพร้อมกับบอกญาติโยมแถวนั้นว่าจะมีพระมารับ ครั้งนี้ท่านยอมมาคงเห็นว่าชราภาพมากแล้วและความพยายามของหลวงพ่อสมบูรณ์ที่ไม่ยอมลดละนั่นเอง หลวงพ่อสมบูรณ์เล่าว่าจีวรของหลวงปู่นั้นดำและมีกลิ่นมาก จะขอหลวงปู่เปลี่ยนใหม่ท่านไม่ยอมท่านบอกว่าจีวรผืนนี้ยังใช้ได้ให้ซักเอา ปรากฏว่าซักไม่รู้กี่น้ำก็ยังไม่หายสกปรกเลย
ขณะท่านทำความเพียรนั้น ท่านทำอย่างหนักโดยเฉพาะเรื่องกสิณนั้น ครูของท่านให้เพ่งกสิณดิน โดยนำดินสีดำมาปั้นเป็นรูปคนแล้วตั้งไว้ตรงหน้าเพ่ง ท่านเพ่งทั้งกลางวันกลางคืนบางวันไม่ออกไปบิณฑบาต หลับตาจะเห็นรูปคนนั้น ชัดเจนคล้ายตาเห็นจนในที่สุดรูปปั้นดินนั้นได้กลายร่างเป็นครูท่านและได้เดินมาบอกท่านว่าให้ท่านเลิกทำเสียเถอะท่านไม่ยอมเลิกจนท่านสามารถถึงจุดสุดยอดในการเพ่งกสิณนั้น ท่านเล่าให้ผู้ปรนนิบัติว่าสามารถทำให้น้ำกลายเป็นดิน เดินบนน้ำได้จริง
กสิณต่อมาคือลม ท่านทำจนสามารถบังคับลมได้ แต่พอมาถึงกสิณไฟนี่ซิ ท่านบอกว่าฝึกไปฝึกมา ไฟไหม้กุฏิเสียนี่ เลยต้องเลิกฝึกที่กสิณไฟ
ท่านเล่าว่าไม่ว่าจะฝึกกสิณสุดยอดเพียงใด ไม่ได้ทำให้จิตใจดีขึ้นกว่าเดิม พอเลิกฝึกสักพักจิตใจก็ยังคิดเรื่องราวต่างๆเหมือนเดิม ไม่ต่างจากก่อนเริ่มฝึกเลย |