ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เนื้อทองคำมี 3 องค์ เนื้อทองแดงมี 680 องค์ แต่องค์นี้พิเศษมีทั้ง 2เนื้อ



(D)


เนื้อทองแดงตามประวัติการสร้าง 680 องค์องค์นี้น่าจะเป็น 1 เดียวที่มีเศษของทองคำปนอยู่ที่เห็นในวงกลม 2 จุดนั่นแหละครับตอนแรกก็นึกว่าเป็นรอยด่างแต่พอส่องไปส่องมานี่มันเศษทองคำนี่ คงเป็นเศษทองที่หลอมไม่ละลายตอนนำมารีดเป็นแผ่นก็เลยยังเป็นก้อนอยู่ดีใจจริงๆครับที่ได้องค์นี้มา



ส่วนนี่เป็นประวัติการสร้างครับ

พระพุทธรูปศิลาปางปฐมเทศนาที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ ( วัดพระปฐมเจดีย์นี้ )
ท่านพระปลัดทอง พระอธิการวัดกลางบางแก้ว ( วัดคงคา ) ได้มาเห็นวัดพระปฐมเจดีย์ ซึ่งเวลานั้นว่างเจ้าอาวาสกุฏิเสนาสนะชำรุดมาก ท่านจึงพร้อมกับสามเณรบุญ ( ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระพุทธวิถีนายกตำแหน่งพระราชาคณะสามัญ เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว ) ผู้เป็นศิษย์ ได้มาช่วยบอกบุญขอแรงชาวบ้านตำบลพระปฐมไปขนอิฐที่วัดทุ่งพระเมรุ ( ครั้นมาในรัชกาลที่ ๖ พระราชทานนามวัดทุ่งพระเมรุใหม่ว่าสวนนันทอุทธยาน ) เพื่อมาใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์ในบริเวณพระปฐมเจดีย์ ได้เห็นจอมปลวกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในบริเวณโบราณสถานที่นั้นและได้เห็นพระเกตุมาลาโผล่ที่ยอดจอมปลวก จึงช่วยกันทำลายจอมปลวกนั้นออกแล้ว ปรากฏเป็น พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่มีรอยต่อเป็นท่อน ๆ จึงถอดตามรอยต่อนั้นออกแล้วนำมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์นี้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ ( ปรายรัชกาลที่ ๔ ) ก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครองราชย์สมบัติ ๗ ปี นับถึง พ.ศ. ปัจจุบันนี้ได้ ๙๓ ปี ( พ.ศ. ๒๕๐๓ ) ”
ข้อความดังกล่าวนี้เป็นการบันทึกไว้โดยย่อจากจดหมายเหตุของกรมศิลปากร ซึ่งยืนยันถึง “ สามเณรบุญ ” เป็นผู้พบพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดี แสดงถึงบารมีของหลวงปู่บุญเมื่อครั้งยังเป็นสามเณรได้เป็นอย่างดีพระพุทธรูปศิลาองค์นี้ภายหลังต่อมาเมื่อทางการได้นำไปประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์แล้วก็ปรากฏว่ามีประชาชนให้ความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก พากันไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอมิได้ขาด ทั้งได้แสดงอิทธิคุณวิเศษนานาประการเป็นพุทธปาฏิหาริย์อยู่เสมอมา
ผู้เขียนเองยังจำความได้ว่า เมื่อประมาณร่วม ๒๐ ปีมาแล้ว ได้มีสามี – ภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานครองเรือนกันอยู่ประมาณ ๑๘ ปี ไม่มีบุตรไว้สืบสกุล ด้วยทั้งสามี – ภรรยาเป็นคนนครปฐม จึงได้รับการแนะนำจากเพื่อนบ้านว่าให้ลองไปขอจากหลวงพ่อศิลาในโบสถ์วัดพระปฐมเจดีย์ อาจจะได้เพราะมีข่าวว่ามีคนไปขอบุตรกับหลวงพ่อสำเร็จมาแล้วมาก ทั้งสามี – ภรรยาจึงพากันไปขอบุตรกับหลวงพ่อในโบสถ์บ้าง เพียงไม่กี่เดือนต่อมาก็ปรากฏว่าภรรยาก็ท้อง และได้บุตรชายเป็นคนแรกและมีต่อมาเป็นหญิงอีก ๒ คน ปัจจุบันก็ยังปรากฏมีประชาชนไปกราบไหว้บูชากนที่โบสถ์วัดพระปฐมเจดีย์วันละมาก ๆ เพื่อขอพรบ้าง ขอน้ำมนต์ไปขจัดทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ บ้าง
“ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทวารวดี ” องค์นี้ น่าจะเป็นพระคู่บารมีกับหลวงปู่บุญก็อาจเป็นได้ เพราะหลวงปู่ได้ไปกราบไหว้บูชาอยู่เสมอมิขาด แม้เมื่อท่านสูงอายุแล้วท่านจะต้องนำเครื่องบูชาสักการะไปบูชาเป็นประจำทุกปีใน วันเพ็ญเดือนสิบของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่ตรงกับวันที่หลวงปู่ไปพบพระองค์นี้ เมื่อครั้งเป็น “ สามเณร ” แสดงความสัมพันธ์กับหลวงปู่อย่างลึกซึ้งตลอดมา
“ เหตุอัศจรรย์ ” เมื่อครั้งที่พระอาจารย์ใบ คุณวีโร จะทำการปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญ ซึ่งสร้างไว้ในสมัยหลวงปู่บุญเกิดชำรุดทรุดโทรมหลังคารั่วฝนตกหยดลงพื้นศาลาทำให้พื้นไม้ศาลาพุพังเสียหายมากชาวบ้านจะใช้เป็นที่ปฏิบัติศาสนกิจทำบุญก็ได้รับความลำบากเดือดร้อน ความเดือดร้อนนี้ทำให้ พระอาจารย์ใบ คุณวีโร ได้ปรึกษากับชาวบ้านถึงเรื่องการปฏิสังขรณ์บูรณะศาลาการเปรียญหลังนี้ แต่ก็ติดขัดที่ปัจจัยที่ต้องใช้จำนวนมาก เพราะเป็นศาลาขนาดใหญ่มากจนเวลาได้ล่วงถึงต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ผู้เขียนได้ไปคุยกับท่านพระปลัดใบตามปกติท่านปรารภเรื่องบูรณะศาลาการเปรียญให้ฟัง ผู้เขียนจึงได้แนะนำให้ท่านเริ่มลงมือสร้างไปก่อน เมื่อสร้างแล้วชาวบ้านเห็นก็จะช่วยเหลือกันเอง ขณะเดียวกันก็ให้ท่านสร้างพระเครื่องขึ้นให้หลวงปู่เพิ่มปลุกเสกแจกผู้ที่ร่วมบูรณะศาลาอีกทางหนึ่ง ปรึกษากันและท่านก็เห็นดีด้วย เย็นวันนั้นเองพระอาจารย์ใบก็ไปจุดธูปเทียนอธิษฐานบอกหลวงปู่บุญที่หน้ารูปนั้นของท่านว่าจะทำการบูรณะศาลาที่หลวงปู่สร้างไว้ เป็นเชิงอนุญาตและขอบารมีให้กระทำได้สำเร็จ
ในคืนวันนั้นเอง พระอาจารย์ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เกิดนิมิตขึ้นในขณะที่ท่านจำวัดอยู่ว่าได้ไปกราบพระพุทธรูปศิลาอันเป็นองค์ประธานในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ เมื่อกราบแล้วก็ได้พบหลวงปู่บุญนั่งอยู่หน้าพระประธานองค์นั้น ท่านจึงคลานเข้าไปกราบหลวงปู่บุญ พอเงยหน้าขึ้นหลวงปู่ก็ยิ้มแล้วส่งก้อนโลหะสีขาวขนาดใหญ่ให้พระอาจารย์ใบก้อนหนึ่งเป็นก้อนโลหะสีขามมีประกายงดงาม แล้วท่านไม่กล่าวอะไรเพียงแต่ยิ้มให้ด้วยความเมตตา
พระอาจารย์ใบ คุณวีโร เล่าต่อไปว่า รอยยิ้มของหลวงปู่บุญในนิมิตนั้น เยือกเย็นเต็มไปด้วยความเมตตาอย่างยิ่ง ท่านรับก้อนโลหะสีขาวเป็นเงาประกายมาแล้ว... ก็กราบหลวงปู่อีกครั้ง แล้วจึงตื่นจากนิมิตในคืนอันดึกสงัดในกุฏิริม
แม่น้ำนครชัยศรี ตลอดคืนนั้นท่านไม่สามารถจำวัดต่อไปได้อีกจนกระทั่งสว่าง เพราะปลื้มปีติที่ได้พบหลวงปู่บุญในนิมิต เพราะทำให้เกิดความมั่นใจว่างานบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาการเปรียญที่ได้ไปจุดธูปบอกหลวงปู่เมื่อตอนเย็นใกล้ค่ำวานนี้ คงจะต้องทำให้สำเร็จแน่นอนพลันก็เกิดความคิดปลอดโปร่งต่อไปว่าจะสร้างพระเครื่องเป็นรูปพระพุทธรูปศิลาทวารวดี พระประธานในพระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นพระเครื่องแจกผู้ร่วมก่อสร้างบูรณะศาลาในครั้งนี้ โดยจะใช้โลหะสีขาวตามนิมิตที่หลวงปู่บุญให้มา พระอาจารย์ใบ เล่าว่าความคิดแจ่มใส ปลอดโปร่งมากจนสว่าง จึงออกบิณฑบาตตามปกติ
กลับจากบิณฑบาตมาถึงกุฏิ ท่านได้พบญาติของท่านคนหนึ่งเดินทางมาจากวัดใหม่สุคนธาราม ซึ่งเป็นตำบลห่างออกไปจากวัดกลางแก้ว มานั่งคอยท่านอยู่แล้ว จึงเกิดความแปลกใจ เพราะญาติซึ่งเป็นชายซึ่งท่านเรียกว่า “ พี่ทิด ” คนนี้ไม่เคยมาหาท่านนานแล้วและมาคราวนี้ทำไมมาเช้ากว่าปกติ ท่านเพียงสงสัยว่าคงมีข่าวด่วนอะไรบางอย่างจากบ้านซึ่งเป็นภูมิลำเนาเดิมของท่านมาแจ้งให้ทราบเป็นแน่ หลังจากไต่ถามทุกข์สุขกันแล้ว “ พี่ทิด ” ก็บอกว่า เมื่อคืนนี้มีพระแก่ไปเข้าฝันว่าให้เอาก้อนโลหะที่ขุดได้ตอนไถนามาถวายวัดกลางบางแก้ว ว่าพลางเอาผ้าขาวที่ห่อก้อนโลหะออกมาแก้ออก พระอาจารย์ใบเล่าว่า พอท่านเห็นก้อนโลหะสีขาวนั้นแล้ว ขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เกิดปีติตัวเบา และมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เพราะก้อนโลหะสีขาวนั้น เป็นก้อนเดียวกันกับที่ท่านพบในนิมิต เมื่อคนนั้นเป็นก้อนเดียวกันกับที่หลวงปู่บุญส่งให้ท่านในนิมิตไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งขนาดรูปร่างและสีสันวรรณะ เหมือนกันทุกประการ
“ พี่ทิด ” เล่าให้อาจารย์ใบฟังว่าโลหะก้อนนั้นได้พบมาหลายเดือนแล้ว โดยพบขณะไถนาที่ตำบลศรีมหาโพธิ์ ( ตำบลนี้เป็นที่โบราณของอำเภอนครชัยศรี ) เพราะพานไถไปสะดุดเข้าจึงขุดพื้นดิน ก็พบก้อนโลหะก้อนนี้ จึงเอามาล้าง ก็เห็นเป็นสีขาวมีประกาย นึกว่าเป็นก้อนเงินบริสุทธิ์จึงใช้มีดถากเอาไปให้ร้านทองดู ถ้าเป็นเงินก็จะได้เอาไปขาย ปรากฏว่าทางร้านบอกว่า ไม่ใช่เนื้อเงินจึงได้เก็บไว้ โดยกะว่าจะเอาไปขายในเมืองและพิสูจน์ว่าเป็นก้อนอะไรกันแน่ แต่ยังไม่ว่างเพราะเป็นฤดูทำนาแม้เมื่อคืนนี้ ได้มีพระแก่ไปเข้าฝันว่าก้อนโลหะนั้นเป็นโลหะศักดิ์สิทธิ์ของโบราณฝังไว้ตอนสร้างเมืองศรีมหาโพธิ์ให้เอาไปถวายวัดกลางบางแก้ว เพื่อสร้างกุศลจะเกิดบุญแก่ผู้ถวาย พอตื่นเช้าขึ้นมา “ พี่ทิด ” ก็รีบอาศัยรถเถ้าแก่โรงสีข้าวออกมาหาพระอาจารย์ใบ ซึ่งเป็นญาติที่วัดกลางบางแก้วทันที และถวายก้อนโลหะนั้นกับอาจารย์ใบไว้
พระอาจารย์ใบ รับก้อนโลหะนั้นไว้ด้วยความปีติยินดีเพราะได้แสดงให้เห็นว่า หลวงปู่ได้มาช่วยในการที่ท่านคิดบูรณะศาลาการเปรียญศาลาการเปรียญครั้งนี้อย่างแน่นอนแล้วทำให้ท่านเกิดกำลังอันหนักแน่นขึ้นมาทันที รีบติดต่อให้ช่างมาทำการวางแผนตกลงเรื่องการก่อสร้างทันที
เมื่อท่านรับก้อนโลหะนั้นไว้แล้ว จึงได้นำไปถวายให้หลวงปู่เพิ่มดู และเล่านิมิตและเหตุการณ์นั้นให้หลวงปู่เพิ่มดู และเล่านิมิตและเหตุการณ์นั้นให้หลวงปู่เพิ่มฟัง หลวงปู่เพิ่มได้บอกแก่อาจารย์ใบว่า ก้อนโลหะนั้นคงเป็นนิมิตเมืองศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นเมืองเก่าสมัยทวาราวดี เพราะการสร้างเมืองสมัยโบราณจะต้องใช้อาจารย์ที่มีวิทยาคมกล้าแข็งแรงมาทำพิธีสร้าง “ นิมิตเมือง ” ด้วยโลหะหลอมเป็นก้อนศักดิ์สิทธิ์ฝังไว้ใจกลางเมือง คล้ายหัวใจของเมืองเพื่อปกป้องคุ้มครองชาวเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข หลวงปู่เพิ่มจึงบอกให้อาจารย์ใบไปสร้างพิมพ์พระแบบพระประธานในโบสถ์พระปฐมเจดีย์ตามนิมิต แล้วท่านก็รับก้อนโลหะนั้นไว้ปลุกเสกตลอดจนกระทั่งถึงวันนำก้อนโลหะนั้นไปหลอมสร้างพระเครื่องขึ้น
ผู้เขียนไปกราบนมัสการพระอาจารย์ใบ หลังจากที่ท่านได้ก้อนโลหะศักดิ์สิทธิ์นั้นมาไม่นานนัก ท่านได้เล่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้ฟัง แล้วชวนกันกับผู้เขียนให้มากรุงเทพฯ เพื่อหา “ ช่างสนั่น ” ช่างสนั่นผู้นี้มีอายุมากแล้ว สนิทชอบพอกันดีกับพระอาจารย์ใบมาก เป็นช่างที่มีฝีมือการแกะพิมพ์พระเป็นเลิศ ( ช่างสนั่นแกะเหรียญมีชื่อในอดีตหลายเหรียญ เช่น เหรียญหลวงพ่อคง วัดบางกระพ้อม เป็นต้น ) บ้านช่างสนั่น ขณะนั้นอยู่ที่ใกล้วัดเครือวัลย์ ฝั่งธนบุรี ผู้เขียนและพระอาจารย์ใบไปพบช่างสนั่นแล้วเอารูปพระศิลาทวาราวดี พระประธานในพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์ให้ช่างสนั่นดู แล้วบอกว่าจะแกะแม่พิมพ์ตามนี้ สำหรับหล่อพระเครื่องขนาดเล็กจะแกะแม่พิมพ์ตามนี้ สำหรับหล่อพระเครื่องขนาดเล็กจะทำอย่างไรดีโดยให้มีคาถากำกับว่า “ มะอะอุ ” “ นะชาลีติ ” ตามที่หลวงปู่เพิ่มต้องการด้วย ช่างสนั่นพิจารณาอยู่นานจึงได้แนะนำว่า ถ้าจะทำพระหล่อขนาดเล็กก็ยากลำบากและแพง ต้นทุนสูงควรจำเป็นแม่พิมพ์สำหรับปั๊มแบบรูปนูนสูงจะดีกว่า ส่วนคาถา “ มะอะอุ ” “ นะชาลีติ ” ก็แกะปั๊มใส่ไว้ด้านหลังองค์พระ แล้วปั๊มตัดเป็นองค์ไม่มีห่วง โดยเอาโลหะมาหลอมแล้วรีดเป็นแผ่นขนาดหนาสักหน่อยก็จะดี โดยเอาโลหะมาหลอมแล้วรีดเป็นแผ่นขนาดหนาสักหน่อยก็จะดี เพราะจะปั๊มให้องค์พระนูนสูงออกมา นอกจากนี้ ช่างสนั่นยังแนะนำว่าควรหาลวดลายมาใส่เป็นซุ้ม
ประกอบข้างองค์พระด้วยเพราะถ้ามีเฉพาะองค์พระก็จะไม่สวยงาม การปรึกษาช่างสนั่นก็เป็นอันยุติเอาว่าเป็นไปตามช่างแนะนำ
พระอาจารย์ใบ จึงชวนผู้เขียนไปหา “ อาจารย์อวบ สาณะเสน ” สมัยนั้นเป็นอาจารย์สอนศิลปะ และเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียง และสนิทคุ้นเคยกันดีกับผู้เขียนและอาจารย์ใบ ให้เป็นผู้ออกแบบลวดลายซุ้มองค์พระให้...อาจารย์อวบก็ยินดีรับภาระออกแบบให้เป็นอย่างดี มีความเหมาะสมสวยงาม เข้ากันกับพระพุทธรูปศิลปะทวารวดีอย่างคล้องจอง เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะอยู่แล้ว
เรื่องแบบพิมพ์เป็นอันเสร็จธุระส่วนเรื่องนี้เนื้อโลหะนั่นอาจารย์ใบได้จ้างช่างมาหลอกรีดเป็นแผ่นเพื่อที่จะปั๊มเป็นองค์พระ ปรากฏว่า หลอมเท่าใดก็ไม่ละลาย จนเบ้าแตก เพราะช่างเร่งไฟความร้อนสูงมาก หวังเอาชนะให้ได้ จนหมดปัญญา ช่างอาจารย์ใบจึงไปกราบนมัสการบอกหลวงปู่เพิ่ม หลวงปู่เพิ่มท่านบอกว่า
“ อ้อ ฉันลืมไปจ้ะ คุณใบลองให้ช่างหลอมอีกครั้งเถอะ ”
พระอาจารย์ใบจึงใช้ให้ผู้เขียนไปตามช่างมาเอาไปหล่อใหม่ ช่างทำท่าไม่รับ ผู้เขียนจึงบอกว่า หลวงปู่เพิ่มท่านบอกว่า “ ท่านลืมไป เอาไปหลอมใหม่ได้แล้ว ” ช่างก็ทำท่าไม่อยากจะรับแต่ก็อดเกรงใจพระอาจารย์ใบไม่ได้ เพราะคุ้นเคยกันดีจึงเอาไปหลอมใหม่ ปรากฏว่าคราวนี้ใช้ไฟไม่มากก็ละลายเป็นน้ำ ผู้เขียนเองก็งงจนบัดนี้ใช้ไฟไม่มากก็ละลายเป็นน้ำ ผู้เขียนเองก็งงจนบัดนี้ เพราะหลวงปู่เพิ่มท่านก็ไม่ได้เอาไปทำอะไร นอกจากพูดดังกล่าวแค่นั้นเอง
ปรากฏรีดเป็นแผ่นแล้วได้ไม่มากนัก พระอาจารย์ใบท่านเกรงจะไม่พอแจก จึงไปปรึกษาหลวงปู่เพิ่ม หลวงปู่ท่านแนะนำให้เอาทองแดงผสมเป็นอีกเนื้อหนึ่ง ผู้เขียนและพระอาจารย์ใบ จึงให้ช่างผสมเนื้อทองแดงส่วนหนึ่งผสมเนื้อเงินส่วนหนึ่ง ผลจึงออกมาว่า พระเครื่องชุดนี้มี ๓ เนื้อ คือ
๑. เนื้อโลหะเก่าล้วน สร้างได้ ๓๐๐ องค์
๒. เนื้อโลหะเก่าผสมเงิน สร้างได้ ๑๐๐ องค์
๓. เนื้อโลหะเก่าผสมทองแดง สร้างได้ ๑,๐๐๐ องค์
โลหะที่ได้แล้วนำไปให้ช่างสนั่นปั๊มที่โรงปั๊มข้างวัดเครือวัลย์แล้วจึงนำไปให้หลวงปู่ปลุกเสก ๑ พรรษา เพราะสร้างเสร็จใกล้เข้าพรรษาพอดีระหว่างเขาพรรษา พระอาจารย์ใบก็เริ่มบอกบุญ มีคนร่วมทำบุญกันมากพออกพรรษาก็แจกพระเครื่องให้ผู้ร่วมทำบุญ ปรากฏว่า การปฏิสังขรณ์ศาลาเป็นไปอย่างรวดเร็ว คนที่ทำบุญไม่เอาพระก็มีมาก คนที่ทำบุญต้องการพระก็มีมาก ทำให้การบูรณะศาลาไม่มีการติดขัดเรื่องเงิน ใช้เวลาไม่นานก็เรียบร้อย ด้วยบารมีของหลวงปู่บุญโดยแท้
อนึ่ง พระพิมพ์ทวาราวดีนี้ปรากฏพุทธานุภาพทางเมตตามหาลาภเป็นเยี่ยม ผู้ที่ได้ไว้สักการบูชา ต่างมีประสบการณ์ต่าง ๆ นานา เป็นที่หวงแหนแก่ผู้ได้ไว้เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนสังเกตดูที่ได้พระเครื่องรุ่นนี้ไว้ต่างก็มีชีวิตรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุขเสมอ บางรายได้ไว้โดยไม่ทราบถึงพุทธานุภาพก็มีอยู่มาก ระยะหลังจึงมีผู้แสวงหาได้มาบ่อย ๆ จากผู้ที่ได้ไว้โดยไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ

โดยคุณ witthpan (433)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 17:01 น.]



โดยคุณ pooh8392 (202)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 17:43 น.] #795317 (1/6)

โดยคุณ นรเชฎฐ์ (954)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 18:32 น.] #795456 (2/6)

โดยคุณ pmntp (514)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 19:55 น.] #795624 (3/6)

โดยคุณ bompboss (837)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 21:25 น.] #795878 (4/6)
ยอดเยี่ยมครับ ขอบคุณครับ

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [อ. 18 ส.ค. 2552 - 22:53 น.] #796162 (5/6)
.............ขอบพระคุรมากครับพี่............สุดยอดครับ

โดยคุณ เด็กตลาดช่องแค (457)  [พ. 19 ส.ค. 2552 - 10:00 น.] #797055 (6/6)
เข้ามาศึกษาด้วยคนนะครับผม

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
-:- AnyRare -:- สมาชิกแนะนำ
** ข้อกำหนดและเงื่อนไข **


www1
Copyright ©G-PRA.COM