ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : po[[[[ธรรมอันเป็นหัวใจของพระโพธิ์สัตย์]]] หลวงปู่สีวัดเขาถ้ำบุญนาค ****oh



(D)


พรหมวิหาร 4
พรหม แปลว่า ประเสริฐ วิหาร แปลว่า ที่อยู่ หมายความว่าเอาใจไปจับอยู่ในอารมณ์แห่งความประเสริฐ หรือเอาใจไปขังไว้ในความดีที่สุดที่เรียกว่าประเสริฐ ประเสริฐนี้แปลว่าดีที่สุด ได้แก่
1.เมตตา เป็นความรักที่ไม่ได้เกี่ยวกับหนุ่มสาวหรือเกี่ยวกับกามคุณ แต่เป็นความรักที่มาจากใจจริง ปราถนาดีต่อผู้อื่นทั้งคนและสัตว์ อยากให้เขามีความสุข แต่ท่านบอกว่าให้เมตตาแบบมีขอบเขต คือไม่สร้างความเดือดร้อนต่อตนเองและครอบครัว หรือคนอื่นๆ
2.กรุณา คือความสงสาร คอยช่วยเหลือสงเคราะห์ตามกำลัง ต่างคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จะอยู่ในที่แห่งใดก็มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข
3. มุทิตา มีจิตอ่อนโยน ไม่คิดอิจฉาริษยากัน เห็นอกเห็นใจกัน ยินดีเมื่อบุคคลอื่นได้ดี
4. อุเบกขา คือ การวางเฉย อย่างเราช่วยเต็มกำลังเราแล้ว ผลออกมาอย่างไรก็ต้องเข้าใจตามนั้น ดีไม่ดีบางคนนี่เราหวังดี เอ..กลับโดนด่า ใช่ไหม บางคนเราช่วยเพราะเราเห็นใจ แต่ก็ไม่เกิดผล นั่นก็ต้องปล่อยนะ ถ้ามีโอกาสแนะนำ หรือหนทางอื่นก็ค่อยว่ากัน อันนั้นเป็นกฎของกรรม แต่จะชมหรือด่านี่วางเฉยเสีย อย่าได้สนใจ

พรหมวิหาร 4 นี่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านกล่าวไว้ว่าเป็นเครื่องวัดจิตใจของนักปฏิบัติว่าดีมากหรือเลวมาก พรหมวิหาร 4 เป็นธรรมะกลาง เพราะถ้าบุคคลใดทรงอยู่ในพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ บุคคลนั้นจะมีศีลบริสุทธิ์อยู่ตลอดเวลา เป็นจิตทรงฌาณ และเป็นคนมีความฉลาดในด้านปัญญา ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานได้โดยง่าย เป็นกรรมฐานใหญ่ก็ว่าได้ เลี้ยงศีลได้อย่างดีเยี่ยม พอศีลดีก็ส่งผลให้สมาธิมีกำลัง พอสมาธิดีมีกำลังก็เกิดปัญญา
ที่ใดมีความรักความเมตตาต่อกันที่นั่นก็จะมีแต่ความช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จิตใจเป็นสุขไม่ทุกข์ร้อน เพราะไม่คิดกลั่นแกล้งประทุษร้าย หรืออิจจากัน บุคคลใดทรงพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ ตายแล้วหาอบายภูมิเป็นที่ไปไม่ได้ ถ้าเกิดมาเป็นคนก็เป็นคนที่มีรูปร่างลักษณะสวยสดงดงามเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็จะอยู่ในเขตที่เพียบพร้อม ความสุขสำราญ ถ้าเป็นเทวดาก็จะเป็นเทวดาที่มีบุญวาสนาบารมีมาก มีรัศมีกายผ่องใสเป็นพิเศษ ถ้ามั่นคงจริงก็ไปเป็นพรหม ถ้าทรงอารมณ์มากๆปัญญาก็เกิดมากนี่ไปนิพพานสบาย

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 06:40 น.]



โดยคุณ poohpp (2.6K)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 06:42 น.] #835576 (1/11)


(D)
พรหมวิหารธรรมเป็น ธรรมะที่เป็นหัวใจของพระโพธิสัตย์

โดยคุณ teesk (49)(3)   [ส. 12 ก.ย. 2552 - 07:25 น.] #835620 (2/11)


(D)


ผมศรัทธาเช่นเดียวกันครับ

โดยคุณ เด็กตาคลี (974)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 08:25 น.] #835666 (3/11)
ยดเยี่ยมครับพี่

โดยคุณ เด็กตาคลี (974)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 08:35 น.] #835686 (4/11)


(D)


ขอร่วมแจมซักรูป

โดยคุณ นรเชฎฐ์ (954)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 10:33 น.] #835825 (5/11)

โดยคุณ nockout (4.2K)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 10:42 น.] #835846 (6/11)

โดยคุณ meeme (803)  [ส. 12 ก.ย. 2552 - 10:44 น.] #835855 (7/11)

โดยคุณ ชินเงิน (623)(1)   [ส. 12 ก.ย. 2552 - 13:17 น.] #836053 (8/11)
พระสวยมากครับ

โดยคุณ bannapong (1.2K)  [อา. 13 ก.ย. 2552 - 00:16 น.] #837145 (9/11)

โดยคุณ kchai (65)  [อา. 13 ก.ย. 2552 - 17:09 น.] #837769 (10/11)
อยากได้จัง สวยมากครับ

โดยคุณ poohpp (2.6K)  [ศ. 02 ต.ค. 2552 - 19:12 น.] #867456 (11/11)
หลวงปู่สี(อายุ128 ปี) กับ หลวงปู่บุดดา(อายุ101 ปี)


ในการเตรียมงาน ฉลองครบ ๑๐๐ ปี หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค และ ฉลองโบสถ์ วัดท่าซุง คณะลูกศิษย์ “หลวงพ่อ” มี ร.ต.ท.อรรณพ กอวัฒนา (ยศขณะนั้น) เป็นหัวหน้า ออกกราบพระสุปฏิปันโนทั่วประเทศสิบกว่าองค์ (ส่วนใหญ่เป็นพระทางภาคเหนือ) ขอผ้าสังฆาฏิ ของท่านทั้งหลายมา เพื่อทำเป็นวัตถุมงคลแจกในงาน...

หลวงปู่บุดดา ท่านมอบผ้าสังฆาฏิให้ด้วยความเต็มอกเต็มใจ และปฏิสันถารกับญาติโยมอย่างรื่นเริง ท้องฟ้ามืดมิดเข้ามาทุกที มีทีท่าว่าฝนจะตกหนักในไม่ช้า ผู้หมวดอรรณพเริ่มคิดกังวลใจ เพราะต้องไปกราบ หลวงปู่สี ฉนฺทสิริ ที่ วัดถ้ำเขาบุนนาค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ อีก กลัวจะเจอฝนกลางทาง...

“ไปเถอะ...ไม่เจอฝนหรอก”

หลวงปู่บุดดา กล่าวแทรกความคิดจนผู้หมวดอรรณพสะดุ้ง จึงพากันกราบลาหลวงปู่ มุ่งตรงไปยังตาคลี ตลอดทางท้องฟ้าดูกดต่ำมืดทึบ หยาดฝนพร้อมจะย้อยลงมาได้ทุกเวลา แต่ก็ไม่ตกจนแล้วจนรอด พอถึงวัดถ้ำเขาบุนนาคแล้วนี่ซิ... หลวงปู่สี ท่านออกมารอรับอยู่แล้ว...

“เจอฝนไหมเล่า...? หลวงปู่บุดดา ท่านตามมาส่งถึงนี่ เจอฝนก็แย่ซิ...”

หลวงปู่สี ซึ่งอายุกว่า ๑๒๐ ปีแล้วเอ่ยเป็นประโยคแรก พลางกุลีกุจอมอบสังฆาฏิให้ ซึ่งสังฆาฏิหลวงปู่สีนั้น ท่านครองมาตั้งแต่อายุ ๔๐ แทบจะติดเป็นเนื้อเดียวกันทั้งผืน และที่ทุกคนดีใจเป็นที่สุด คือท่านแจกชานหมากให้คนละคำ...!

หลวงปู่พระสุปฏิปันโนชุดนั้นทั้งสิบกว่าองค์ “หลวงพ่อ” บอกว่าเป็นผู้คล่องใน ปฏิสัมภิทาญาณทุกองค์ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ หลวงปู่บุดดา จะบอกว่าฝนไม่ตก และ หลวงปู่สี มาคอยรับ พร้อมกับบอกว่า หลวงปู่บุดดา มาส่งถึงนี่ เพราะทุกองค์ท่าน “ถึง” กันหมด ปล่อยให้ลูกศิษย์งงกันไปเอง โดยเฉพาะ หลวงปู่บุดดา ท่านมีการแสดงออกที่ชัดเจนกว่าใครทั้งหมด...

ใครจะไปใครจะมา มีธุระอะไร ไม่ต้องเอ่ยปากให้เสียเวลา หลวงปู่รู้ซึ้งเข้าไปถึงในจิตในใจ ตามประวัติหลวงปู่ท่านไม่รู้หนังสือ แต่ท่านกลับแตกฉานพระไตรปิฎกอย่างน่ามหัศจรรย์ ยกธรรมะมาประกอบแต่ละข้อ เล่นเอาคนแบกพระไตรปิฎกหงายท้องตึง เพราะคล่องแต่ตำรา หลวงปู่ท่านคล่องปฏิบัติ เหมือนเอามวยวัดไปปะทะแชมป์มวยโลก แบกตำราเข้าไปกี่คน หลวงปู่ต้อนซะเจ๊งไม่เป็นท่าทุกราย...!

หลังจากบวชได้ไม่นาน อาตมามีความคิดถึง อยากจะไปกราบหลวงปู่ จุดธูปบอกท่านล่วงหน้า กะว่าไปถึงวัดหลวงปู่ซักเจ็ดโมงเช้า ปรากฏว่าเล่นเอาเพลพอดี หลงทางนะซิ...ก่อนนี้หลวงปู่อยู่ สำนักสงฆ์สองพี่น้อง กับ อาศรมฤๅษีขาว จังหวัดชัยนาท พอย้ายไปสิงห์บุรี อาตมาไม่เคยไปเลยหลงซะยกใหญ่...

พอกราบเท้าท่าน โยมที่อยู่ปฏิบัติหลวงปู่ บอกว่า

“หลวงปู่ฉันเช้าตั้งแต่หกโมง แล้วนั่งรอจนป่านนี้...”

คราวนี้สนุกกันใหญ่ ใครมีปัญหาอะไรไม่ต้องถาม หลวงปู่ท่านควักเอากิเลสในใจของเราออกมาโชว์ให้ดู ใครบกพร่องอย่างไร ติดขัดตรงไหน หลวงปู่ท่านชี้แจงเป็นฉาก ๆ สว่างโล่งไปตาม ๆ กัน...

“หลวงปู่ครับ...ถ้ากระผม...”

“ดูที่ศีล”

คำตอบมาขณะคำถามยังไม่หลุดจากปากเลย ตั้งใจถามว่าถ้าปฏิบัติตรงตามมรรค ๔ ผล ๔ แล้วเราจะเอาอะไรเป็นเครื่องวัด

“พระโสดาบันศีล ๕ พระอนาคามีศีล ๘ พระอรหันต์ศีล ๑๐...”

คำตอบตามมาเป็นชุด จนอาตมาคิดไม่ทันตามไม่ทัน...พระเราศีล ๒๒๗ นี่ครับ...?

แค่เถียงในใจก็ได้เรื่อง...

“...นั่นมันศีลเพื่อโลก เพื่อเอาใจชาวบ้าน ศีลของพระอรหันต์จริง ๆ แค่สิบก็พอแล้ว ดูเณรซิ...ศีล ๑๐ เท่านั้นทำไมเป็นพระอรหันต์ได้...?”

เสร็จครับ...นับร้อยก็ไม่ฟื้น แต่ละหมัดชกตรง ๆ ทั้งนั้น ใครมีคำถามผุดขึ้นในใจ เป็นโดนเปรี้ยงเข้าแสกหน้าทุกที หูตาสว่างทั้ง ๆ เห็นดาวนั่นแหละ...!

อิ่มอกอิ่มใจก็กลับวัดได้ อยากโดนถลกหนังเปิดกิเลสเมื่อไรก็ไปใหม่...มีโอกาสเป็นแว่บไปกราบเท้าหลวงปู่ทันที ระยะหลังกายสังขารท่านทรุดโทรมลงมาก ครั้งล่าสุดที่เพิ่งไปมา ท่านนอนเงียบเฉย ๆ ไม่พูดไม่คุยด้วยแล้ว...

"พระพุทธเจ้าไม่ตาย พระธรรมเจ้าไม่ตาย พระสังฆเจ้าไม่ตาย...แก่นของศาสนาอยู่ตรงไม่ตายนี่แหละ... ไม่ตายอย่างไร...? อย่างตอนนี้แหละ ถ้าตายแล้วจะพบกันอย่างไร...? ต้องตรงนี้ เดี๋ยวนี้ อดีตไม่มี อนาคตไม่มี เอาแต่ปัจจุบันนี้ สังขารหยุดปรุงแต่งทุกอย่างก็หยุดหมดดับหมด... กายเดียวจิตเดียวก็นิโรธ หลายกายหลายจิตมันยุ่ง อะไร ๆ มันก็อยู่ตรงนี้ หนังแผ่นเดียวนี่... ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ต้องต่อเนื่องตามกันทุกลมหายใจเข้าออก อย่าเกาะตำราซิ... เอาแต่เกาะตำรา ก็เป็นมอด เป็นปลวกแทะคัมภีร์ แทะกระดาษใบลาน อยู่นั่นแหละ... สนามหลวงบอกว่า ...อวิชฺชา ปจฺจยา สงฺขารา...อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร โธ่เอ๊ย...! อวิชชา สังขารมาจากไหน มาจากใจนี่...มโน ปุพฺพงฺคมา ธมฺมา...ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า... สนามหลวงเคยพูดถึงใจมั้ยล่ะ...? ในปัจจยาการน่ะ เกาะตำราจบประโยคเก้าก็ไม่หายโง่หรอก...!"

ยิ่งเขียนยิ่งคิดถึง เดี๋ยวต้องไปกราบเท้าหลวงปู่ซะหน่อย ธรรมแท้ ๆ จากดวงจิตที่แท้ ไปหาฟังที่ไหนได้ง่าย ๆ ล่ะ...?

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!
-:- AnyRare -:- สมาชิกแนะนำ
** ข้อกำหนดและเงื่อนไข **


www1
Copyright ©G-PRA.COM