ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : เหรียญครูบาอิน



(N)


ประสบการณ์แห่งความเมตตา
อภิญญาอภินิหารพลังจิตตานุภาพ
ของอมตะพระเถราจารย์เจ้าแห่งแผ่นดินล้านนา

ในแวดวงผู้นิยมของขลังและวัตถุมงคล เรื่องที่เล่าสู่กันฟังก็คงหนีไม่พ้น อภินิหารหรือประสบการณ์วัตถุมงคลของครูบาอาจารย์ที่ตนเองเคารพนับถือ สำหรับพระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโทเองก็เช่นกัน มีเรื่องราวประสบการณ์เกี่ยวกับองค์หลวงปู่และวัตถุมงคลของท่านที่เล่าสู่กันฟังอยู่อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็เป็นความเชื่อ ความเคารพศรัทธาส่วนบุคคล นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นการลำลึกถึงเมตตาบารมีขององค์หลวงปู่ครูบาอิน โดยมิได้มุ่งหวังให้เกิดความเชื่อ ความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับอภิญญาอภินิหารในวัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาอินแต่อย่างใด

ผู้ที่อยู่ในวงการพระ ต้องเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระเครื่องไม่ด้วยตนเอง ก็ฟังคนอื่นเขาเล่ามาอีกที ความเชื่อในเรื่องพระเครื่องบางครั้งอาจเป็นจุดกำเนิดให้ คนๆ หนึ่ง หันมาเก็บพระเครื่อง พระบูชา จนบางคนผันตัวเองไปเป็นนักนิยมพระ นักพระเครื่องตัวยงเลยก็มี ส่วนใหญ่ก็ด้วยความเชื่อแทบทั้งนั้น เรื่อราวอภินิหารมีอยู่คู่แผงพระด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่ฟังก็ต้องตั้งใจฟัง เอาสติเป็นตัวตัดสิน ว่ามีความเป็นจริงมากน้อยเพียงไร แล้วสิ่งที่เราได้รับรู้เหล่านั้น มีผลต่อการปฏิบัติดีปฏิบัติถูกของเราหรือไม่อย่างไร อย่าลืมว่า พระเครื่องวัตถุมงคลจะคุ้มกันหรือเอื้อผลในทางที่ดีต่อผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้น

สังเขปประวัติหลวงปู่

พระครูวรวุฒิคุณ หรือ หลวงปู่ครูบาอิน อินโท (ครูบาฟ้าหลั่ง) มีชื่อเดิมว่า อิน เป็นบุตรของพ่อหนุ่ม แม่คำป้อ เขียวคำสุข ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๖ (ตรงกับวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ เหนือ ปีเถาะ) ณ บ้านทุ่งปุย ตำบลยางคาม อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่ครูบาอิน สืบเชื้อสายชาวลั๊วะจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งเป็นกลุ่มชนส่วนใหญ่ของบ้านทุ่งปุยในขณะนั้น (ปัจจุบันอยู่ในเขต ตำบลสันติสุข อำเภอดอยหล่อ) ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (ปีที่ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑-๒๔๕๓) โดยเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในขณะนั้นคือ เจ้าอินทรวโรรสสุริยวงษ์ (ครองเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๒ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คนด้วยกัน ครอบครัวของท่านมีอาชีพทำนา ทำไร่

เมื่อสิ้นบุญพ่อหนุ่ม ครูบาอินท่านได้มาเป็นเด็กวัดทุ่งปุย และได้ บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๔๖๐ อายุได้ ๑๔ ปี โดยมีเจ้าอธิการยศ (ครูบามหายศ) เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดทุ่งปุยและ เมื่ออายุ ๒๐ ปี ท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พันธสีมาวัดป่าลาน ตำบลยางคราม เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. อายุได้ ๒๐ ปี บริบูรณ์ ฉายาในตอนนั้นคือ พระอิน อินโท โดยมีครูบามหายศ วัดท่าวังพร้าว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการกว้าง วัดสองแคว เป็นพระกรรมวาจารย์ และมีพระอธิการอ้าย วัดทุ่งปุย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วก็ได้เล่าเรียนศึกษาปฏิบัติกรรมฐานกับครูบามหายศ จนต่อมาเมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดทุ่งปุยว่างลง ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งปุย พ.ศ. ๒๔๘๕ และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลยางคราม พ.ศ. ๒๔๙๔ ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ พ.ศ. ๒๔๙๖

ปีพ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้รับนิมนต์มาเป็นประธานสร้างโรงเรียนวัดฟ้าหลั่ง และได้เป็นประธานบูรณะวัดร้างฟ้าหลั่งให้เจริญรุ่งเรือง มีเสนาสนะเป็นทีปฏิบัติศีลปฏิบัติธรรมของบรรดาศรัทธาญาติโยม จนได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูวรวุฒิคุณ”

หลวงปู่ครูบาอิน เป็นพระสุปฎิปันโนโดยแท้ ปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบ มีสีลา จาระวัตร เป็นที่หน้าเลื้อมใสเป็นอย่างยิ่งแก่ศรัทธาประชาชนที่ได้เข้าสักการะกราบไหว้ แล้วจะอบอุ่นสบายใจ เป็นที่สุดจากคำบอกเล่าของบุคคลที่เข้านมัสการท่าน อีกทั้งท่านยังเชี่ยวชาญในสรรพวิชาพุทธาคม ซึ่งท่านก็ได้เมตตาปัดเป่าทุกข์ ให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพสักการะที่เดินทางมากราบนมัสการท่านอยู่เสมอ

นกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ในวัยร่วมร้อยปี ท่านจึงเดินทางกลับมาพำนักที่วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) และเป็นกำลังสำคัญในการบูรณะ สร้างเสนาสนะให้แก่วัดทุ่งปุยโดยมีพระครูสุคนธ์บุญญากร เจ้าอาวาสวัดทุ่งปุยเป็นผู้คอยอุปัฏฐากดูแล แต่ด้วยวัยที่ชราภาพมาก สุขภาพร่างกายของท่านจึงร่วงโรยไปตามวัฏสังสาร

วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๔๖ หลวงปู่ครูบาอินเข้าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่เป็นครั้งสุดท้าย จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๖ เวลา ๑๓.๑๕ น. อาการเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ จนถึงเวลา ๑๙.๔๐ น. ท่านก็จากไปอย่างสงบ สิริรวมอายุ ๑๐๑ ปี พรรษา ๘๑

หลังจากมรณภาพ คณะศรัทธาลูกศิษย์ลูกหา ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม และบรรจุสรีระสังขารหลวงปู่ที่ไม่เน่าเปื่อย แห้งแข็งและปิดทองไว้จนเหลืองอร่ามในโลงแก้ว และจัดสถานที่ให้ศรัทธาสาธุชนได้กราบนมัสการบนกุฏิวรวุฒิคุณ วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย) และได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ครูบาอิน อินฺโท ได้อย่างสมเกียรติ สมสมณะฐานะของท่าน ระหว่างวันที่ ๓๐ มกราคม-๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ณ เมรุชั่วคราว วัดคันธาวาส (ทุ่งปุย)

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [พ. 20 มี.ค. 2556 - 19:24 น.]



โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [พ. 20 มี.ค. 2556 - 19:25 น.] #2745117 (1/3)
วัตถุมงคลของหลวงปู่

หลวงปู่ครูบาอิน ท่านไม่นิยมชมชอบให้ใครกล่าวอ้างถึงอิทธิฤทธิ์ของวัตถุมงคลที่ท่านได้อธิษฐานจิตปลุกเสก ถึงแม้จะมีข่าวประสบการณ์วัตถุมงคลของท่านอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าจะด้านแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ มหาอุดกันปืน แคล้วคลาดปลอดภัย และผลด้านเมตตามหานิยม จนเป็นที่เคารพศรัทธาและแสวงหาของผู้นิยมวัตถุมงคล แต่หากมีใครมาเล่าให้ท่านฟังถึงประสบการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ท่านก็จะกล่าวเพียงว่า เขาเหล่านั้นยังไม่หมดกรรม ยังไม่ถึงฆาต เป็นผลของการรักษาศีลปฏิบัติดีของคนๆ นั้น วัตถุมงคลของท่านเพียงแต่เตือนสติให้ไม่ประมาท และให้ปฏิบัติตนอยู่ในศีลในธรรมเท่านั้น แต่กระนั้นก็ตาม หลวงปู่ครูบาอินก็ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะพระเกจิอาจารย์ที่สูงยิ่งด้วยศีล จริยาวัตร และเชี่ยวชาญสรรพวิชาพุทธาคมตามตำราโบราณล้านนา ได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลอยู่เสมอ และเมื่อท่านเข้าสู่วัยสูงอายุ ลูกศิษย์ลูกหาได้ขอให้ท่านงดรับกิจนิมนต์เดินทางไปร่วมพิธีพุทธาภิเษก แต่ก็ยังมีผู้นำเอาวัตถุมงคลมาขอให้ท่านเมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยววัตถุมงคลถึงที่วัดอยู่เนืองๆ ซึ่งท่านก็สนองจิตศรัทธาทำให้ด้วยความเมตตาเสมอมา
นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงปู่ครูบาอินได้สร้างวัตถุมงคลเพื่อแจกจ่ายแก่ศรัทธาชาวบ้านที่หวังที่พึ่งทางใจ ตามตำหรับตำราที่ท่านได้ศึกษาเล่าเรียนมา ควบคู่ไปกับการทำเทียนบูชาซึ่งเป็นธรรมเนียมของชาวล้านนา ไม่ว่าจะเป็นเทียนสะเดาะเคราะห์ รับโชค สืบชะตา หรือเทียนบูชาเพื่อปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ วัตถุมงคลของท่านในยุคแรกก็เป็นตะกรุดและยันต์ สร้างจากวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นยันต์โตน (ตะกรุดโทน) ยันต์ก๋าสะท้อน ยันต์กลุ่ม ยันต์คาดเอว เป็นต้น จวบจนกระทั่งในปี ๒๕๑๘ จึงได้มีลูกศิษย์ลูกหาจากกรุงเทพฯ ได้มาจัดสร้างวัตถุมงคลรุ่นแรกเป็นล็อคเก็ตพลาสติก และในปีถัดมาก็ได้จัดสร้างเหรียญรุ่นแรกถวายท่าน และมีการสร้างวัตถุมงคลเรื่อยมา

วัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาอินส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุมงคลที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งฆาราวาส และบรรพชิตจัดสร้างมาถวายท่าน ทางวัดฟ้าหลั่งและวัดทุ่งปุย จึงไม่ได้มีการจดบันทึกรุ่นและจำนวนการสร้างไว้ให้ชัดเจน ข้อมูลที่ทราบเกี่ยวกับวัตถุมงคลของหลวงปู่ จึงอาศัยจากคำบอกเล่าของลูกศิษย์ผู้สร้างถวาย และจากการจดจำของพระเณรในวัด อีกทั้งวัตถุมงคลแม้จะมีมากมายหลายรุ่น แต่ละรุ่นก็มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ตามกำลังศรัทธาของผู้ที่สร้างถวายเท่านั้น เมื่อสร้างเสร็จหลวงปู่ก็ได้เมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวแล้วก็แจกจ่ายแก่ผู้ที่มากราบนมัสการ ส่วนหนึ่งแบ่งให้เช่าบูชาเพื่อร่วมทำบุญสร้างเสนาสนะของทางวัด และร่วมทำบุญกับหลวงปู่ครูบาอินตามที่จะมีผู้มาขอเมตตาให้ท่านอุปถัมภ์งานบุญต่างๆ อยู่เนืองๆ

กล่าวถึงการแจกพระของหลวงปู่ ผู้ที่เข้าไปกราบนมัสการท่านจะได้รับแจกวัตถุมงคลจากท่านไม่ใช่เพียงแค่ ๑ หรือ ๒ องค์ แต่ท่านมักจะให้ “เป็นกำ” ด้วยเหตุนี้ วัตถุมงคลแต่ละรุ่นที่ท่านแจกจึงใช้เวลาไม่นานก็หมดไปจากวัด

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [พ. 20 มี.ค. 2556 - 19:44 น.] #2745148 (2/3)
คุณ เนาว์ นรญาน เคยเขียนถึงท่านไว้

"ดีเหมือนเราทำเอง" (พระของครูบาอิน )
หลวงพ่อเกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

“จิตของครูบาอิน ประภัสสรยิ่งแล้ว”
หลวงพ่อชม วัดโป่ง จังหวัดชลบุรี

“ครูบาอิน ท่านมีจิตมีจิตบริสุทธิ์ผุดผ่องยิ่งเลยทีเดียว”
ครูบาเจ้าชัยวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน

“หลวงปู่ครูบาอิน วัดฟ้าหลั่งนั้น ดีที่หนึ่งเลย”
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง จังหวัดเชียงใหม่

“ครูบาอินท่านเป็นพระสุปฏิปันโน นะ”
หลวงพ่อดาบส สุมโน อาศรมไผ่มรกต จังหวัดเชียงราย

ครั้งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้วสมัยที่ท่านยังอยู่ที่วัดฟ้าหลั่ง วันหนึ่ง หลวงปู่ครูบาอินได้ออกปากถามพระเลขาของท่านว่า

“อยากดูน้ำไต่ขื่อไหม...??”

“อยากดูครับ...ครูบา”

“งั้นไปเอาน้ำต้นมา...”

เมื่อพระเลขารูปนั้นไปหา “น้ำต้น” (คนโฑดินเผาแบบล้านนา ที่ใช้สำหรับใส่น้ำกินน้ำใช้) ที่มีน้ำบรรจุเต็มมาถวายแล้ว ครูบาอินท่านก็อธิษฐานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วปลดเอารัดประคดของท่านออกมาให้พระเลขา ให้เอามามัดน้ำต้นไว้ให้มั่น แล้วเอาขึ้นไปผูกกับขื่อกุฏิ ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนออกคำสั่งว่า

“ลองตีน้ำต้นดูสิ” เมื่อได้ฟัง พระเลขาก็ร้องทันทีว่า

“อ้าว...น้ำต้นก็แตก หกเลอะหมดสิครับ ครูบา...???”

“เถอะน่า...บอกให้ตีก็ตีเถอะ...”

“เอาก็เอาวะ...??” พระเลขานึกในใจ ก่อนที่จะหลับตา “ตีคนโฑดินเผา” ด้วยคิดว่า อย่างไรเสีย งานนี้ต้อง ”เปียก” อย่างแน่ๆ

โพล๊ะ...!!!!!!! อะไรกันนี่...????

แม้เศษดินเผาคนโทจะถูกตีแตกร่วงกราวไปหมดแล้ว แต่ “น้ำ” ที่อยู่ในคนโทนั้น กลับจับตัวเป็นก้อนแข็งรูปคนโฑ ภาชนะที่ใส่อยู่นั่นเอง โดยน้ำรูปคนโฑนั้น ก็ยัง “ลอย” กลางอากาศ โดยมีรัดประคดที่รัดคนโฑดินเผาไว้แต่แรกผูกมัดติดกับขื่อไว้อย่างมั่นคง
ครูบาอินสั่งต่อไปอีกว่า

“ลองเอานิ้วจี้ไปที่น้ำดูสิ...”

เมื่อหายจากตกตะลึง พระเลขาก็เลยเอานิ้วจี้ไปที่ “น้ำไต่” ที่ลอยยังกับลูกโป่งอยู่กลางอากาศตามคำสั่งโดยมิชักช้า ปานประหนึ่งจะพิสูจน์ให้แจ้งใจไปเลยทีเดียวว่า สิ่งที่ตนเห็นนั้น จะเป็น “ของจริง” หรือ “ภาพลวงตา” หรือไม่

ซ่า...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

คราวนี้ “ไม่มีอะไรในกอไผ่” อีกแล้ว

เพราะในวินาทีที่นิ้วสัมผัสกับน้ำที่รวมตัวเป็นรูปน้ำต้น ซึ่งถูก “ผูก” ติดอยู่กลางขื่อนั่นเอง น้ำรูปคนโฑนั้น ก็ “คืนสภาพ” แตกกระจายไหลซ่าลงใส่พระเลขาเปียกไปหมด หลวงปู่ครูบาอิน นั่งมองพลางอมยิ้มชอบใจ
อีกคราว พระเลขา (เจ้าเก่า) ที่เคยเจอประสบการณ์ “น้ำไต่” จนเปียกโชกไปทั้งตัว ก็ได้เห็นครูบาอินท่าน “ทำฤทธิ์” อีกครั้งหนึ่ง โดยคราครั้งนี้ ครูบาอินท่านเอา “ลำไย” (ที่เป็นเม็ดๆ กินหวานๆ นั่นแหละครับ) มาเสกเป่างึมๆ งำๆ อย่างไม่ทราบเหตุผล ชั้นแรกนึกว่าท่านจะเสกลำไยให้ญาติโยมเอาไปกินเป็นยารักษาโรคภัย แต่ไปๆ มาๆ ที่ไหนได้... จากลำไยธรรมดาสามัญ พอครูบาอินท่านคลายมือออกเพียงเท่านั้น จากลำไยก็กลายเป็น “แมลงผึ้ง” บินกันหึ่งๆ ให้เห็นกันจะๆ ต่อสองนัยน์ตาของพระเลขาเลยทีเดียว..!!!!!! ไม่เชื่อ ก็ต้องเชื่อ

โดยคุณ พรชมพู (18.1K)  [ศ. 22 มี.ค. 2556 - 08:59 น.] #2747341 (3/3)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1