ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงปู่คำพันธ์



(N)


พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อายุ ๘๙ พรรษา ๕๙ (พ.ศ.๒๕๔๖) เจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม

สถานะเดิม

ชื่อ คำพันธ์ ศรีสุวงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๘ โยมบิดาชื่อ นายเคน ศรีสุวงค์ โยมมารดาชื่อ นางล้อม ศรีสุวงค์ เป็นบุตรคนโต มีพี่น้องร่วมบิดา-มารดาเดียวกัน ๒ คน คือ

๑. พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (คำพันธ์ ศรีสุวงค์)

๒. นายพวง ศรีสุวงค์ (ถึงแก่กรรม)

และมีน้องร่วมมารดา แต่ต่างบิดากันอีก ๔ คน คือ

๑. นางสด วงษ์ผาบุตร (ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗)

๒. ด.ช.บด แสนสุภา (ถึงแก่กรรม)

๓. ด.ญ.สวย แสนสุภา (ถึงแก่กรรม)

๔. นางกดชา เสนาช่วย (ถึงแก่กรรม)

การบรรพชา-อุปสมบท

วันที่ ๗ กันยายน ๒๔๗๕ (อายุ ๑๗ปี) ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โดยมีพระอาจารย์เชื่อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากได้บรรพชาแล้วก็ได้ศึกษาอักษรธรรม และหนังสือสูตรคาม แบบโบราณ ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานควบคู่ไปด้วย หลังจากบรรพชาได้ ๓ พรรษา ได้ออกเดินธุดงค์ทรงกรดไปที่จังหวัดเลย พร้อมกับพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระภิกษุบุญ และพระภิกษุวัน ได้พบกับชีปะขาวคนหนึ่งชื่อว่าครุฑ ได้ศึกษาแนวทางการปฏิบัติจากชีปะขาวอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้น เคยได้รับความรู้เรื่องกัมมัฏฐานมาจาก พระอาจารย์เสาร์ ซึ่งท่านไปอบรมประชาชนที่วัดโพนเมือง ท่านอาจารย์เสาร์ให้แนวทางในการ ปฏิบัติกรรมฐานไว้ว่า ให้กำหนดลมหายใจออก ท่านอาจารย์เสาร์ได้ให้ข้อคิดต่อ ไปอีกว่า “ร่างกายของคนเรานั้น เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันทำงานอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจเข้า-ออกนั้น มีความสำคัญมาก ถ้าลมไม่ทำงานคนเราจะตายทันที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจ” นอกจากนั้นท่านอาจารย์เสาร์ยังได้ย้ำอีกว่า “ให้คนเราตีกลองคือขันธ์ ๕ ให้แตก” ซึ่งก็หมาย ความว่า ท่านให้ทำความเข้าใจขันธ์ ๕ ให้จงดีให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง........

หลวงปู่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติกับหลวงปู่เสาร์ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นหลวงปู่คำพันธ์ ก็ได้นำเอาแนวทางการปฏิบัติของอาจารย์ทั้ง 2 มาเป็นแนวทางปฏิบัติกัมมัฎฐาน

หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเลยเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงรายประมาณ 3-4 เดือน โยมบิดาได้เสียชีวิตลง หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาทำบุญงานศพบิดา และได้เดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆในเขตจังหวัดนครพนม สกลนคร อุดรธานี หนองคายและข้ามไปฝั่งลาวประมาณ 3-4 เดือน แต่ไม่ได้จำพรรษา แต่กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านเดิมอยู่ประมาณ 3 ปี และญาติโยชาวบ้านก็นิมนต์ท่านให้เข้ามาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านเพื่อโปรดญาติโยมชาวบ้านบ้าง หลังจากออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ต่อ จนอายุถึง 40 ปี จึงหยุดเดินธุดงค์ แต่ก็พยายามศึกษาปฏิบัติธรรมกัมมัฎฐานมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเริ่มศึกษาพระปริยัติธรรม

พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุ ๒๔ ปี มารดาก็ถึงแก่กรรม เวลานั้นเหลือน้องผู้หญิง ๒ คน ซึ่งยังเล็กมาก จึงได้ลาสิกขาบทออกไปเลี้ยงดูน้อง

พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี ได้กลับเข้าอุปสมบทอีกครั้ง และได้ออกไปจำพรรษาที่วัดป่า เป็นเวลา ๓ พรรษา

ต่อมาก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานพร้อมเป็นครูสอน พระปริยัติธรรมด้วยที่วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้นำญาติโยมประมาณ ๕ ครอบครัว จากบ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก มาสร้างบ้านและวัดใหม่ ที่โนนมหาชัย และให้ชื่อบ้านว่า “บ้านมหาชัย” ในปัจจุบันนี้ ได้สร้างวัดธาตุมหาชัย (เดิมชื่อวัดโฆษการาม) จนเจริญรุ่งเรืองตราบถึงปัจจุบัน

การศึกษา

พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๒๒ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๘๙ อายุ ๓๑ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

เมื่อหลวงปู่สอบได้นักธรรมเอกได้แล้ว หลวงปู่ก็ได้พยายามศึกษาพิเศษ เช่น เรียนหนังสืออักษรธรรม อักษรขอมได้เป้นอย่างดี และยังทรงพระปาฎิโมกข์ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย

งานการศึกษาพระปริยัติธรรม

พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่ได้ตั้งสำนักเรียนวัดพระธาตุมหาชัย ทั้งแผนกธรรม-บาลีขึ้นจนสามารถมีลูกศิษย์สอบนักธรรม ได้เป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และมีลูกศิษย์สามารถสอบเปรียญธรรมได้ทุกปี ปีละหลายๆ รูป ทำให้การศึกษาแผนกธรรมบาลีอำเภอปลาปากดีขึ้นตามลำดับ

พ.ศ. ๒๕๓๔ หลวงปู่ได้จัดตั้งทุนมูลนิธิการศึกษาพระปริยัตธรรม แผนกธรรม-บาลีขึ้นที่วัดธาตุมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมและมอบทุนการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณร ที่มีความรู้ความสามารถสอบนักธรรมชั้นตรี โท เอก ได้ และสามารถสอบเปรียญธรรมได้

หลวงปู่ยังให้ทุนการศึกษาแก่ลูกศิษย์ที่ไปเรียนต่ออีกด้วย งานการศึกษาสงเคราะห์

พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่ได้จัดตั้งกองทุนมูลนิธิการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ยากจน ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเขตอำเภอปลาปาก และทุกอำเภอในเขต จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 10 เดือนมกราคมของทุกๆ ปี หลวงปู่คำพันธ์จะมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนทุกอำเภอๆ ละ 9 ทุน และมอบทุนให้เป็นค่าอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนต่างๆ ด้วย

พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่คำพันธ์ได้สร้างโรงเรียนมัธยมขึ้นที่บ้านนกเหาะ ตำบลโคกสูง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนมตั้งชื่อโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ว่า ธรรมโฆษิตวิทยา มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี และหลวงปู่คำพันธ์ยังได้เป็นผู้ อุปถัมภ์โรงเรียนแห่งนี้มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. ๒๕๓๘ หลวงปู่คำพันธ์ได้ขออนุญาตสร้างโรงเรียนสุนทรธรรมากรและในปัจจุบันนี้ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ชื่อว่า โรงเรียนมัธยมมหาชัยธรรมากร เพราะตั้งอยู่ ที่บ้านโนนศรีชมภูทางแยกเข้ามาบ้านมหาชัยหลวงปู่ก็ให้การอุปถัมภ์ในทุกวันนี้และได้จัดบรรพชา สาเณรภาคฤดูร้อนเป็นประจำ

งานการเผยแพร่

พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยพระธรรมฑูตฝ่ายกำกับการพระธรรมฑูตอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงปู่ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์และทางราชการออกไปอบรมประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ ในเขตการปกครอง และร่วมกับหน่วยงานของราชการทุกหน่วยงานออกไปอบรมตามโครงการหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองของอำเภอปลาปากและยังได้ติดตาม พระธรรมฑูตจากส่วนกลางออกเยี่ยมเยียนประชาชนในเขต อำเภอปลาปากโดยสม่ำเสมอมาตลอดทุกปี

ตำแหน่งงานปกครอง

พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดโฆษการาม (วัดธาตุมหาชัย ในปัจจุบัน)

พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเจ้าคณะตำบลมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นรองเจ้าคณะอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา ธรรม-บาลี

พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นเจ้าคณะอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอปลาปาก

สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๕๑๘ พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”
พ.ศ. ๒๕๒๐ พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”
พ.ศ. ๒๕๒๘ พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”
พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชาคณะ ชั้นสามัญ ราชทินนาม “พระสุนทรธรรมากร”
งานสาธารณูปการ

พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นประธานสร้างอุโบสถ วัดพระพุทธบาทจอมทอง

พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นประธานสร้างหอระฆัง วัดพระพุทธบาทจอมทอง

พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่ได้นำญาติโยมชาวบ้านหนองหอยที่พากันติดตามหลวงปู่มาได้สร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านมหาชัย ใช้ชื่อวัดว่า วัดโฆษการาม บ้านมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นประธานนำชาวบ้านมหาชัยสร้างวัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นประธานสร้างพระคู่บ้านมหาชัย “พระพุทธศักดิ์สิทธิ์”

พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่ได้เป็นประธานนำญาติโยมชาวบ้านมหาชัยสร้างธาตุขึ้นภายในวัดซึ่งมีลักษณะ ทรงแปดเหลี่ยม สูง 15 เมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยพระองค์เอง

พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานสร้างอุโบสถ วัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นประธานสร้างกำแพงล้อมรอบวัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์

พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นประธานสร้างวัดป่ามหาชัย (อรัญญคาม) และในปีเดียวกันนั้นเองหลวงปู่ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถวัดโฆษการาม

พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์หลังใหม่อีกหลังหนึ่ง และหลวงปู่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อวัดโฆษการามเป็นวัดธาตุมหาชัย จนถึงปัจจุบัน และในปีเดียวกันนั้นหลวงปู่ได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญ-หอสมุดภายในวัด

พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงปู่ได้สร้างหอพระไตรปิฎก หอระฆัง

พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “โรงเรียนธรรมโฆษิตวิทยา”

พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “ โรงเรียนธรรมากรวิทยา”

พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นประธานสร้างพระธาตุมหาชัยครอบองค์เดิม

พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ วัดส้างพระอินทร์ “พระพุทธการุณ”

พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “โรงเรียนมหาชัยวิทยาคม”

พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นประธานสร้างตึกผู้ป่วย โรงพยาบาลปลาปาก

ลักษณะนิสัยทั่วไป

พระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นพระมหาเถระ ที่มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง เยือกเย็น มีความเมตตา กรุณาต่อศิษย์ ตลอดถึงญาติโยมทุกคนที่เข้าหาท่าน ใครก็ตามที่มีปัญหา หรือมีความทุกข์เข้าหาท่าน จะได้รับการต้อนรับจากท่านอย่างดียิ่ง เสมอกันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต่อครูบาอาจารย์ และพระเถระที่อาวุโสกว่า หลวงปู่จะแสดงอาการอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ โดยไม่เคยจะแสดงอาการ แข็งกระด้างใดๆเลย ด้วยเหตุนี้หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพนับถือของ ศิษยานุศิษย์และญาติโยมโดย ทั่วไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ก็ยังเป็นพระเถระที่มีความตั้งใจมั่นคง หนักแน่นอีกด้วย

จะเห็นได้จากการที่ท่านตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว จะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้จงได้ คงเป็นเพราะ ความตั้งใจจริงและความตั้งใจมั่นคงนี้เอง ที่ทำให้หลวงปู่ทำสิ่งใดก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี และรวดเร็ว เกิน ความคาดหมายทุกประการ ตัวอย่างเช่น พระธาตุมหาชัย, อุโบสถวัดธาตุมหาชัย, กำแพง ล้อมรอบวัดธาตุมหาชัย และกุฏิสงฆ์หลังใหม่ ๒ หลัง ซึ่งสิ่งก่อสร้างแต่ละอย่างล้วน แต่ใช้ค่าก่อ สร้างจำนวนมากทั้งสิ้น เมื่อญาติโยมที่มีความเคารพนับถือในตัวหลวงปู่ทราบ ต่างก็มีจิตศรัทธา ช่วย กันสละกำลังทรัพย์มาช่วยในรูปของกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง จนงานก่อสร้างดัง กล่าวสำเร็จรวดเร็วเกินคาด อีกประการหนึ่ง โดยอุปนิสัยแล้ว หลวงปู่ท่านถือการ ปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นประจำนับตั้ง แต่อุปสมบทพรรษาแรก จนกระทั่งมรณภาพ

มรณภาพ

พระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพัน โฆษปัญโญ) ได้มรณภาพลงดัวยอาการอันสงบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2546 เวลาประมาณ 02.00 น. ที่วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุ 88 ปี 71 พรรษา

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [อา. 15 ธ.ค. 2556 - 19:49 น.]



โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [อา. 15 ธ.ค. 2556 - 19:52 น.] #3125713 (1/4)


(N)


ในบรรดาพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั่วทั้งพุทธจักร ย่อมรู้จักนามของ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ นักบุญผู้มีเมตตาธรรมสูงแห่ง วัดธาตุมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่มีศีลาจารวัตรอันงดงาม พรหมวิหารธรรม ของท่านประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา และ อุเบกขา เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วไป โดยเฉพาะอิทธิมงคลของหลวงปู่คำพันธ์ ล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์ปาฏิหาริย์สูงล้ำหลายด้าน จึงได้รับความนิยมจากวงการพระเครื่องอย่างรวดเร็ว ด้วยท่านเป็นผู้อุทิศชีวิตให้กับการปฏิบัติธรรมจนบรรลุผลทางใจกลายเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาอันสูงสุด ทั้งยังเป็นแสงสว่างแห่งปัญญาวิสุทธิ์ ของชาวพุทธ ท่านมิใช่เกจิอาจารย์ธรรมดา แต่หลวงปู่นี้คือ ยอดเกจิอาจารย์ผู้รุ่งเรืองด้วยพุทธิปัญญาโดยแท้ ด้วยคำสอนอันเรียบง่ายของท่าน แต่ลึกซึ้งด้วยแก่นแท้แห่งธรรมที่นักปราชญ์ทั้งทางโลกและทางธรรมยอมรับว่าท่านมี ดวงตาที่สาม สามารถรู้แจ้งในพระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น พหูสูตทางศาสนา ผู้หนึ่ง

ในช่วงกลางเดือนกันยายน พ.ศ. 2535 ทางวัดธาตุมหาชัยกำลังพัฒนา หลวงปู่คำพันธ์จึงได้สร้างอิทธิมงคล ชุด “มหาชัยมงคล” ขึ้น เพื่อนำปัจจัยมาสมทบทุน มูลนิธิสังฆศาสน์ และเป็นทุนพัฒนาวัดธาตุมหาชัย ซึ่งผมเองก็ได้เดินทางไปขอเช่าวัตถุมงคลด้วย เป็น พระสมเด็จปรกโพธิ์หล่อ และล็อกเกตอุดผงตะกรุดทองคำ เพื่อไว้บูชาและความเป็นสิริมงคล โดยที่ได้นำเอาพระสมเด็จปรกโพธิ์หล่อจัดใส่กรอบแขวนห้อยคอตัวเอง ส่วนล็อกเกตอุดผงได้ให้ภรรยาแขวนคอไว้บูชา ซึ่งหลวงปู่คำพันธ์ได้ทำ พิธีอธิษฐานจิต ปลุกเสกมหามนตราศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคล นี้เป็นกรณีพิเศษ

หลังจากที่ได้พระสมเด็จปรกโพธิ์ของหลวงปู่คำพันธ์ มาบูชา โดยคล้องคออยู่ตลอดเวลา จนมาช่วงหลายเดือนมกราคม ปี 2540 ผมได้เดินทางไปเข้าร่วมอบรมสัมมนาทางวิชาการฯ ของโรงเรียนในกลุ่มเขตการศึกษา 10 ที่จังหวัดอุบลราชธานี หลังเสร็จสิ้นภารกิจการอบรมฯ ที่จัดขึ้น 3 วันแล้ว วันสุดท้ายจึงได้ไปเที่ยวฟังเพลงในคาเฟ่แห่งหนึ่งในตัวจังหวัดเพียงคนเดียว จนกระทั่งเกิดเหตุทะเลาะกับกลุ่มวัยรุ่นที่เมาสุรา และเหมือนคราวเคราะห์ เนื่องจากเหตุการณ์ณ์บานปลาย ขณะนั้นหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นได้ชักปืนขนาด .38 ออกมายิงใส่ตัวผมจำนวน 5 นัดซ้อน ในระยะเผาขน จนเป็นเหตุให้ผมล้มฟุบลงด้วยความเจ็บ ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มนั้นจะแตกกระเจิงหลบหนีไปคนละทิศละทาง และจากความแรงของวิถีกระสุนทำให้ผมมีอาการเจ็บปวดระคนจุกเสียดบริเวณหน้าอกและกลางหลังเหมือนกับจะหมดสติ และนอนนิ่งกองกับพื้นหมดสติไปในที่สุด ณ ที่ตรงนั้น ชั่วอึดใจได้มีผู้คนเห็นเหตุการณ์แห่มามุงดู พอผมตั้งสติได้จึงขยับตัวพยายามลุกขึ้นยืนท่ามกลางความงุนงงของผู้คนเหล่านั้น

เวลานั้นผมบอกอะไรไม่ถูก เหมือนคนตายแล้วเกิดใหม่และแทบไม่น่าเชื่อว่าผมจะยังมีชีวิตอยู่ ผมรอดตายมาได้ยังไง? ด้วยมีรอยกระสุนที่ถูกยิงบริเวณหน้าอก ชายโครง และท้องน้อย 5 จุด ซึ่งมีลักษณะเป็นรอยไหม้และแผลเป็นลึกบุ๋มลงไปเล็กน้อยเท่านั้น คงเป็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระสมเด็จปรกโพธิ์หล่อ ของหลวงปู่คำพันธ์แน่เลยที่ช่วยให้ผมรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างน่าอัศจรรย์เพียงนี้

ด้วยความศักดิ์สิทธิ์นี่เอง ผมจึงได้ห้อยพระสมเด็จฯ ติดตัวเป็นประจำด้วยความเคารพเลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้า และมีความมั่นใจกับพระเครื่อง ของหลวงปู่คำพันธ์ที่ท่านได้สร้างขึ้นว่า เป็นพระแท้ที่เปี่ยมด้วยพลังเมตตา แคล้วคลาดสูงสุด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพระปรมาจารย์ หรือพระเกจิอาจารย์องค์สำคัญใดๆ ในแผ่นดินธรรมนี้เลย


จากนิตยสารโลกลี้ลับ ปีที่ 20 ฉบับที่ 223 ประจำเดือนกรกฏาคม พ.ศ. 2546

พิมพ์เรื่องส่งมาให้โดย คุณ Lilly

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [อา. 15 ธ.ค. 2556 - 19:53 น.] #3125714 (2/4)
ไม่มีประสบการณ์ นั่นแหละคือสุดยอดประสบการณ์

ผมเคยคิดมานานแล้วว่าอยากจะเขียนถึงพระเครื่องของครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐาน ที่เรียกอีกอย่างว่าสายพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์ แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่ผมไม่มีพระเครื่องครบทุกพระอาจารย์ และไม่แน่ใจว่าจะหาภาพลงได้ครบทุกองค์ จึงรี ๆ รอ ๆ หวังให้โอกาสเกิดมีขึ้นบ้างสักวัน

โอกาสที่หวังก็ไม่เคยมีขึ้นสักที

ได้แต่ปรึกษาคนโน้นคนนี้ซึ่งล้วนแต่แสดงการโหวตเป็นเสียงเดียว เป็นเสียงที่เห็นด้วยทั้งสิ้น หาเสียงที่เอามือซุกกระเป๋าไม่โหวตไม่มี

ทำไมผมจึงอยากจะเขียน

นั่นเป็นด้วยศรัทธาเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์สายนี้เป็นเหตุใหญ่ แม้ว่าพระเครื่องของทุกท่านโดยมากไม่แพง ไม่ฮ้อทจนพองมือเซียนพระเครื่องทั้งหลายก็ตาม

แถมไม่มีประสบการณ์หวือหวาให้ฮือฮาทั้งบ้านทั้งเมือง

เรื่องไม่มีประสบการณ์นี้ผมได้ยินใครต่อใครพูดคำนี้บ่อยๆ ถ้าไม่มีประสบการณ์แล้วมืออาชีพไม่เล่น แม้จะเป็นพระเครื่องรุ่นเดียวกันพิธีเดียวกัน ก็ยังเลือกเล่นพิมพ์ที่เกิดอภินิหารสร้างประสบการณ์

อย่างที่ผมแขวะมาตลอดแหละครับ, พระเครื่องของเจ้าคุณนรฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดดี, เสกในพิธีเสาร์ 5 ปี 2513 พร้อมกัน กลับมีทั้งที่แพงเป็นหมื่น ๆ กับถูกเป็นร้อย

คนก็แห่ไปเล่นของแพงเป็นบ้าเป็นหลังไป

ถ้าไม่ใช่ผู้เล่นพระเครื่องแบบ HOBBY แต่เล่นแบบเชื่อในพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ก็ต้องมีศรัทธามั่นใจว่าเป็นของท่านเสกเหมือนกัน เสกพร้อมกันอีกต่างหาก ไม่มีทางที่องค์ไหนจะศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าองค์ไหน แม้ว่าจะมีทางแพงกว่ากันก็ช่างเถิด

ถ้าท่านแขวนพระเครื่องด้วยความรู้สึกเหมือนสะสมเครื่องลายคราม เล่นไม้ดัด บอนไช หรือสะสมแสตมป์ ท่านต้องเล่นของแพงถ้าไม่ได้เล่นเพื่ออย่างนั้น แต่แขวนไว้ด้วยศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ท่านอย่าได้วอกแวกไปกับของแพงปล่อยให้มือฮ้อบบี้เขาเล่นกันไปเถอะ

เรื่องมีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์นั้น ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และกรรมเวรของแต่ละคน บางคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งอาชีพและการดำรงชีพ โอกาสที่จะพบประสบการณ์มีน้อยมาก แต่บางคนอยู่ในสถานะที่ล่อแหลมทั้งอาชีพและการดำรงชีพ อย่างเช่น ตำรวจ ทหาร คนเดินทางบ่อย ๆ คนที่มีศัตรูจงเกลียดจงชังเยอะ คนทำงานในงานเสี่ยงอย่างนี้โอกาสเจอประสบการณ์ย่อมมีมากกว่า

และที่สำคัญยี่ง ผมเชื่อที่สุดว่า
“ไม่มีประสบการณ์นั่นแหละคือประสบการณ์”

หลวงปู่คำพันธ์เคยเตือนสติผมครั้งหนึ่ง ราวกับท่านล่วงรู้วาระจิตของผมในช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมหันมาสนใจของขลังประเภทหนังเหนียว ยิงไม่ออกเป็นเอก

ท่านมองหน้าผมแล้วบอกว่า
“แขวนพระเมตตาแคล้วคลาดดีกว่า ไปไหนสบายไม่มีเรื่อง พระมหาอุดคงกระพันมักมีแต่เรื่อง”

นั่นแหละครับ คำพูดอันวิเศษได้เตือนสัญญาเก่าให้ผุดขึ้น

สมัยหนึ่งผมลองแขวนเดี่ยวพระเครื่องที่ได้ชื่อว่าเหนียวสะบัดช่อ อย่าไปรู้เลยครับว่าของพระอาจารย์องค์ไหน
ผมเดินฆ่าเวลาคอยเวลานัดเพื่อนที่ตลาดคลองเตยซี่งมีคนมาเดินดูของกินของใช้ต่างประเท
ศมากมายไม่ต่างจตุจักร

จังหวะหนึ่งที่สาวสวยเบียดคนมากระแทกไหล่ผมอย่างจัง

เธอไม่ตั้งใจหรอกครับเพราะว่าคนมาก

แต่ผมโกรธจนนึกอยากจะกระโดดชกหน้าสาวสวยอนงค์นั้น

หัวใจกระทั้นกระทึกอยู่ตั้งอึดใจใหญ่ ๆ จึงสงบลงได้และนึกแปลกใจตนเองชมัด ปกติไม่เคยโกรธใครง่ายๆอย่างนี้มาก่อนโดยไม่มีเหตุผล
แถมสาวสวยอย่างนั้นผมไม่เคยรู้จักมาก่อน จะมีเหตุโกรธง่ายๆเป็นที่ไหน

ผมไม่อยากโทษพระหนังเหนียวให้เป็นเวรเป็นกรรมแก่ผมหรอกครับ แต่มันไม่มีเหตุอะไรที่จะให้ผมคิดเห็น

แต่ที่เป็นวัยรุ่นระเบิดขวดอยู่นั้น พรรคพวกนักวิทยาศาสตร์แขนงวัตถุระเบิดและกระทรวงฟันแทงจิ๊กโก๋ซอยอื่นพลัดหลงมา
ต่างมีครูบาอาจารย์สักยันต์ เสกตะกรุดและทำสาลิกาลิ้นทองทางเจ้าชู้พวกนั้นเมื่อได้ของใหม่มาก็ร้อนของอยากลอง

นั่งรถเมล์อยู่ด้วยกันดี ๆ กระโดดลงไปไล่ชกตีวัยรุ่นที่นั่งกินเหล้าข้างทางเสียเฉย ๆ

พอกลับมาแล้วก็บอกว่า
“หมั่นไส้มันหรอกว่ะ แม่งตีกูด้วยขวด นึกว่าแตกซะแล้ว”

ของอย่างนี้แหละครับที่มักทำให้มีแต่เรื่อง และเป็นของที่มักมีประสบการณ์ทางถูกยิงถูกฟันเป็นพิเศษ

แต่พระเครื่องของครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐาน โดยมากท่านอธิฐานพรในทางเมตตาแคล้วคลาดเป็นหลัก แขวนของพวกท่านแล้วไม่มีประสบการณ์เกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกครับ
เรื่องนิดหน่อย ๆ เป็นหลุดพ้นหมด ที่หนักหนาสาหัสก็ผ่อนให้เบาลง ที่คิดว่าจะต้องถูกเขาด่าแน่ ๆ ก็ไม่ด่าแถมยิ้มแย้มแจ่มใสให้อีกหวามหนึ่ง

คุณพ่อประกอบ แพทยกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีเคยอธิบายถึงพระเมตตามหานิยมแก่ผมว่า
“ให้สังเกตดูคนที่เกลียดและคิดจะเล่นงานเรานั่นแหละพอพบหน้าเขาไม่ทำ”

นี่แหละครับพระเมตตาแคล้วคลาด

ไม่มีประสบการณ์คือประสบการณ์อย่างไม่ต้องสงสัย

อีกข้อหนึ่งที่ชวนคิดไม่น้อยนั่นคือ ครูบาอาจารย์สายนี้โดยมากท่านเน้นเรื่องการประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้เน้นเรื่องวัตถุมงคล บางองค์ไม่ยอมให้มีการทำขึ้นมา แต่บางองค์ก็ทำเพราะเกรงใจขัดใจผู้ขอสร้างไม่ได้ อย่างเช่นหลวงปู่เทสก์ เทสน์รังสีท่านยอมให้ทำขึ้น แต่ไม่ยอมให้ทำรูปของท่าน คงมีแต่เพียงชื่อที่เรียกว่าลายมือลายเซ็นของท่านเท่านั้น บางองค์อนุโลมให้ทำตามศรัทธาเพื่อเอาไว้แจกสถานเดียว บางองค์ก็วางเฉยสุดแต่ผู้สร้างจะมีเจตนามีศรัทธาอย่างไร
ท่านไม่เกี่ยวข้องเรื่องจำหน่าย ไม่วุ่นกับเงินที่ได้จากจำหน่ายท่านเสกให้แล้วก็แล้วไป อย่างเช่นหลวงปู่แหวน

ผมเคยฟังท่านอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เล่าเรื่องเสกพระของหลวงปู่แหวนว่า
“ถามหลวงปู่เหมือนกันว่าเสกพระอย่างไร หลวงปู่บอกว่าก็แผ่เมตตาว่าขอสัตว์โลกทั้งหลายจงอยู่เย็นเป็นสุข อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลยเท่านั้น”

ง่ายดีไหมครับ

นั่นแหละที่แขวนเข้าไปแล้วประสบการณ์เลยไม่ค่อยมี

ทั้งอยู่เย็นเป็นสุขทั้งไม่ต้องเบียดเบียนกัน

อีกข้อหนึ่งเท่าที่ได้สังเกตดูมาโดยตลอด เห็นว่าญาติโยมที่ทั้งสู้อุตส่าห์เดินทางไปกราบครูบาอาจารย์สายนี้เป็นครั้งคราว และโดยสม่ำเสมอ มักเป็นผู้ไปแสวงธรรมไปหาแนวทางและโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ไปเพื่อหวังวัตถุมงคล แต่ถ้าครูบาอาจารย์แจกให้ก็เก็บไว้ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง ไม่รู้จักว่าเป็นของที่อาจซื้อขายได้ ไม่สนใจหรือเข้าใจในทางนี้ คงเก็บไว้หรือพกติดตัวด้วยความเคารพเป็นใหญ่ เพราะว่านั่นเป็นของที่ครูบาอาจารย์ที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธามอบให้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามคำสอนของท่านต่อไป ไม่มีเรื่องวัตถุมงคลมานำจิตนำใจ

บางทีเกิดมีอันดังตูมตามขึ้นมาสักรุ่นหนึ่ง คนที่เล่นพระเครื่องในแบบนั้นก็สามารถไปจีบขอกับญาติโยมเหล่านี้ได้ง่าย ๆ โดยที่พวกท่านไม่รู้จัก,คงยินดีให้เพราะเห็นว่าเขาอยากได้เท่านั้น

มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ

เพราะเหตุที่พระเครื่องของครูบาอาจารย์สายนี้ ถูกแจกไปอยู่ในคนที่มีทัศนคติทางธรรมเป็นหลัก พระเครื่องกี่รุ่น ๆ ก็เงียบหายไปโดยมากไม่ค่อยจะมีออกมาหมุนเวียนในตลาดซื้อขาย ที่มีออกมาก็มักจะเป็นรุ่นที่ทำออกมาเพื่อจำหน่ายหาทุนสร้างโน่นสร้างนี่ หรือทุนทำโน่นทำนี่สุดแต่เจตนาของผู้สร้าง

ท่านอาจารย์วัน เคยปรารภว่าสงสารหลวงปู่ฝั้นที่ต้องรับแขกโดยเสียเวลาเนิ่นนานเกินไป แขกส่วนหนึ่งนั้นมุ่งมาเพื่ออยากจะได้พระเครื่องของท่าน ก็มาคุยโน่นคุยนี่อ้อมไปอ้อมมาเป็นนานจนสุดท้ายก็เอ่ยปากขอ ซึ่งท่านก็ให้ เพราะว่าท่านให้อย่างเดียวไม่เคยขาย

หลวงปู่ฝั้นไม่เคยขายพระนะครับ แจกอย่างเดียว

ถ้าขอท่านแต่แรกท่านก็ให้เหมือนกัน และยังจะได้หมดเรื่องรับแขกเร็ว ๆ แล้วมีเวลาไปทำความเพียรของท่านต่อไป

ดังนั้นท่านอาจารย์วันจึงมักจะมอบวัตถุมงคลให้กับแขกที่มากราบเยี่ยมก่อน อยากได้หรือไม่อยากได้ก็แจกก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

เพื่อนผมเป็นทหารเล่าว่า ยกกองร้อยไปกราบหลวงพ่อวัน จะไปเอาเหรียญของท่านเพื่อพกไปออกสนาม พอไปถึงท่านก็แจกเลย แจกแล้วก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับท่าน เพราะว่ามาเพื่อจะเอาเหรียญ ในเมื่อได้แล้วธุระก็หมด จึงกราบลาทันที ท่านก็หงึกหน้าแล้วก็กลับไปนั่งภาวนาต่อ

ครูบาอาจารย์สายนี้โดยมากไม่ได้เน้นเรื่องวัตถุมงคลแต่อย่างใด ท่านมุ่งให้ผู้ศรัทธาท่านเดินหน้าเข้าสู่การประพฤติปฏิบัติมากกว่า ในเรื่องวัตถุมงคลท่านไม่เคยให้ใคร ๆ ยึดมั่นจนเกินไป

หลวงพ่อชาเคยกล่าวกับผู้ที่เคยไปขอพระเครื่องของท่านว่า
“เอาไปทำไม เอาไปกันตายหรือ แต่เราเองยังต้องตายเหมือนกัน” เสร็จแล้วก็ยื่นให้ “เอ้า,เอาไปก็ดีอยู่หรอก”

หลวงพ่อชาก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ไม่เคยขายพระ ท่านไม่อนุญาตให้มีการซื้อขาย และไม่ชอบการซื้อขาย

บางกระแสข่าวบอกว่า ที่ท่านเลิกและงดอนุญาตไม่ให้มีการทำพระเครื่องในขณะที่ท่านยังไม่อาพาธนั้น ก็เพราะมีลูกศิษย์ไปฟ้องท่านว่า มีการซื้อขายพระของท่านในสนามแล้ว ท่านถามว่าจริงรึและต่อมาก็เลิกเด็ดขาด พระเครื่องของท่านจึงมีน้อยรุ่นและไม่มาก แต่ละรุ่นสร้างแบบสมัครเล่น มีแค่ร้อยสองร้อยองค์
ที่มากที่สุดก็คือรุ่นสุดท้าย มีผู้สร้างมาถวายเป็นจำนวน 84,000 องค์

เกี่ยวกับครูบาอาจารย์สายศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถรนี้ โดยมากถ้ามีใครไปถามท่านว่าเคยสร้างพระเครื่องหรือไม่ พวกท่านมักตอบว่าไม่เคยสร้าง ซึ่งคำตอบเหล่านี้จะเกิดวิจิกิจฉาแก่ผู้ถามทุกครั้ง ในเมื่อไม่เคยสร้างแล้วทำไมจึงมีพระเครื่องของพวกท่านออกมา

ความจริงมีว่า ที่พวกท่านไม่เคยสร้างนั้นหมายความว่าไม่ได้แสดงเจตนา และลงมือเป็นธุระให้สร้างแต่อย่างใด พวกท่านอยู่เฉย ๆ ก็มีผู้สร้างอะไรต่อมิอะไรมาถวาย และขอให้ท่านปลุกเสกหรืออธิษฐานจิตให้ เสร็จแล้วก็ถวายท่านครึ่งหนึ่ง, ส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดไว้ให้ท่านได้แจกแก่ญาติโยม บางทีก็มากราบขออนุญาตสร้าง ซึ่งท่านก็อนุโลมให้สร้างได้ แต่ทุกครั้งที่สร้างไม่ได้เกิดจากความปรารถนาอยากจะสร้างก่อนเลย ท่านปลุกเสกหรืออธิษฐานจิตให้โดยเมตตาสถานเดียว

บางทีอาจจะมีผู้สงสัยว่า “ปลุกเสก” กับ “อธิษฐานจิต" นั้นแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ผมได้คำตอบนี้จากหลวงปู่คำพันซึ่งท่านไม่ได้ตั้งใจอธิบายเรื่องนี้ เป็นแต่ท่านชี้แจงให้เข้าใจถูก นั่นคือ เพื่อนของผมคนหนึ่งสร้างพระเครื่องเป็นการส่วนตัวขึ้นมาชุดหนึ่ง ไปกราบท่านและบอกท่านว่าขอเมตตาหลวงปู่ปลุกเสกพระให้ด้วย ซึ่งหลวงปู่ได้ตอบว่า “ปลุกเสกไม่ได้หรอก เพราะว่าปลุกเสกนั้นต้องจัดพิธี แต่หลวงปู่จะอธิษฐานจิตให้” และท่านก็ได้รับพระมาไว้ในมือ กำหนดจิตอธิษฐานให้เท่านั้น

เคยมีผู้ถามหลวงปู่คำพันเหมือนกันว่า หลวงปู่อธิษฐานจิตอย่างไร
“ปู่อธิษฐานว่าขอให้วัตถุมงคลเหล่านี้เป็นมงคล” ท่านตอบ

ง่ายเหมือนหลวงปู่แหวนไหมครับ

พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ออกมาจากครูบาอาจารย์สายนี้ส่วนใหญ่จึงสำเร็จขึ้นมาด้วยการอธิษฐานจิต ที่สำเร็จด้วยการปลุกเสกมีน้อยมาก

ครูบาอาจารย์ชั้นลูกศิษย์ที่ไม่ใช่หลานศิษย์ของหลวงปู่มั่นมีอยู่มากมายหลายองค์ ชั้นภูมิของพวกท่านย่อมมีทั้งเสมอกันและต่างกันจริตนิสัยก็ต่างกัน ในเรื่องพระเครื่องก็มีข้อแตกต่างกันบางองค์ใจดีมาก ๆ ก็ไม่ว่าอะไร พระเครื่องจึงมีออกมามากมายหลายรุ่น บางองค์ก็มีออกมาน้อยรุ่น บางองค์ก็ไม่มีเลย

แหล่งที่มา อำพล เจน, หนังสือศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่ 211 ไม่ทราบวันที่ครับ

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [อา. 15 ธ.ค. 2556 - 19:56 น.] #3125717 (3/4)
การสร้างวัตถุมงคล

นอกจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ด้านวัตถุมงคลก็โด่งดังยิ่งนัก แต่เริ่มเดิมทีหลวงปู่คำพันธ์ หาได้สนใจจัดสร้างไม่ ท่านนั่งปลุกเสกสร้างวัตถุมงคลไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ รุ่น เพื่อนำปัจจัยไปพัฒนากิจการด้านการศึกษา การศาสนา การสังคม และวัฒนธรรมพื้นถิ่น

วัตถุมงคลรุ่นแรกเป็นเหรียญรุ่นหยดน้ำ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ต่อมาในช่วงกลางเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางวัดธาตุมหาชัยกำลังพัฒนา หลวงปู่คำพันธ์จึงได้สร้างอิทธิมงคลขึ้น ชื่อชุด “มหาชัยมงคล” เป็นพระสมเด็จปรกโพธิ์หล่อ และล็อกเกตอุดผงตะกรุดทองคำ ซึ่งท่านได้ทำพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกมหามนตราศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคลนี้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อนำปัจจัยมาสมทบทุนมูลนิธิสังฆศาสน์ และเป็นทุนพัฒนาวัดธาตุมหาชัย

รวมทั้ง เหรียญรุ่นมหาปรารถนา สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และเป็นเหรียญรุ่นสุดท้าย ซึ่งกองทัพบกสร้างขึ้น และได้ขอบารมีให้ท่านปลุกเสก

ในจำนวนวัตถุมงคลที่สร้างและออกในนามหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย ทุกรุ่น จะพบว่า ยันต์ด้านหลังเหรียญที่พบมากที่สุด คือ “ยันต์สมปรารถนา” ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นยันต์เฉพาะตัวของหลวงปู่คำพันธ์ก็ว่าได้

ส่วนที่มาของยันต์นั้น หลวงปู่คำพันธ์ได้มาจากจารึกบนแผ่นศิลา ใต้ฐานองค์พระธาตุพนม ซึ่งค้นพบหลังจากพระธาตุพนมล้มลง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยหลวงปู่คำพันธ์กล่าวไว้ว่า “ภาษาจารึกเป็นภาษาสวรรค์” ทั้งนี้ หลวงปู่ได้นำมาปรับแต่ง และเขียนยันต์ขึ้นใหม่ เพราะท่านศึกษาอักษรธรรมอีสาน อักษรขอม อักษรไทยน้อย อ่านเขียนได้คล่องแคล่ว และมีความชำนาญมาก โดยใช้ชื่อว่า “ยันต์สมปรารถนา”

ส่วนพระคาถาที่หลวงปู่คำพันธ์ใช้ในพิธีอธิษฐานจิต ปลุกเสกมหามนตราศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคล คือ “คาถาพระพุทธเจ้า” โดยบริกรรมว่า “ทิตะ ศิรา ทันนันฑะ โลกะ ลิลากะ ละลาสติโป จะติโห คะหะตะเน”

“ยันต์สมปรารถนา” ของหลวงปู่คำพันธ์ มีความพิเศษกว่ายันต์ของพระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ คือ เขียนด้วยอักขระขอม และอักขระธรรมอีสาน ซึ่งปกติแล้วการเขียนยันต์ทั่วๆ ไปจะใช้อักขระเดียวเท่านั้น อักขระที่ใช้เขียนยันต์มี ๖ ภาษา ได้แก่ อักขระขอม อักระธรรมล้านนา อักขระธรรมอีสาน อักขระมอญ อักขระพม่า และอักขระสิงหล ซึ่งเมื่อเทียบเคียงแล้ว จะพบว่าอักขระทั้ง ๖ ภาษา (ถ้ารวมไทยด้วย ๗ ภาษา) บางตัวเขียนคล้ายกันมาก เช่น ก.ไก่ ย.ยักษ์ และ ว.แหวน เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการประดิษฐ์อักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชในสมัยสุโขทัยนั้น ประยุกต์หรือปรับปรุงมาจากอักษรมอญ และขอม ซึ่งมีการใช้อักษรมาก่อน

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [อา. 15 ธ.ค. 2556 - 19:58 น.] #3125723 (4/4)
ช่วยรอดตาย

“ผู้กำกับโอ๋-พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์”
ศรัทธา “ลป.โต๊ะ-ลป.คำพันธ์” ช่วยรอดตาย
ในยุทธจักรสีกากี “ผู้กำกับโอ๋” พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ ผู้กำกับการ ๖ กองบังคับการปราบปราม (ผกก.๖ บก.ป.) นับได้ว่าเป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรง ทั้งผลงานและฝีมือไม่เป็นรองใคร ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ ชีวิตเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกดักยิงถล่ม-วางระเบิด แต่รอดปาฏิหาริย์ ส่วนหนึ่งเจ้าตัวเชื่อบารมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ปกป้องคุ้มครอง
พ.ต.อ.ทินกร เกิดที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนศรีโกสุมวิทย์มิตรภาพ ๒๐๙ จบชั้นมัธยมโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๓๐ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน (นรต.๔๖) และจบปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม
เริ่มต้นรับราชการที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ย้ายไปอยู่ฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล๑ เป็นนายเวร พล.ต.ต.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บังคับการอำนวยการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (ตำแหน่งขณะนั้น) ติดยศ พ.ต.ต.ตำแหน่งสารวัตรแผนก ๑ กองกำกับการ ๕ กองบังคับการปราบปราม วนเวียนทำงานสืบสวนมาตลอดรวมทั้งไปช่วยราชการในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขึ้นเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.อก.บก.ปอท.) จนผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้มาเป็นผู้กำกับการ ๖ กองบังคับการปราบปราม รับผิดชอบพื้นที่ จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ร่วมทำงาน “ดับไฟใต้” กับหน่วยงานอื่น ๆ
“ผมเชื่อและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะชีวิตเฉียดตายหลายครั้ง ไปทำงานใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอดมาได้เหลือเชื่อ ทั้งถูกลอบยิงถล่มและโดนวางระเบิด ครั้งหนึ่งเจอจะจะ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบป่วนกลางเมืองยะลา เอาระเบิดแสวงเครื่องใส่ถุงมาวางหน้ารถ ตอนนั้นผมกำลังนั่งคุยเรื่องงานกับรุ่นพี่ ๆ และผู้บังคับบัญชาในโรงแรม มีคนวิ่งมาบอกก็เลยรู้ก่อน แจ้งเจ้าหน้าที่วิทยาการมาตรวจสอบ ยังมาไม่ถึงบึ้มซะก่อนรถเละทั้งคัน ขนหัวลุกเลย เชื่อว่าพระที่คล้องคอท่านคงช่วยคุ้มครองเป็นแน่”
พูดจบผู้กำกับโอ๋ก็โชว์พระเครื่องคู่กายให้ชม ได้แก่ เหรียญพัดยศ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปี ๒๕๑๘ เหรียญหล่อหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกรุ่น ๒ เหรียญหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญย้อนยุคหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เนื้อทองคำ เหรียญหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เนื้อเงิน รุ่นแม่ทัพภาคที่ ๑ เหรียญหลวงพ่อปู่วัดโกรกกรากและเหรียญหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย รุ่นอุดมความสุขปี ๔๐ เนื้อทองแดงผิวไฟ
“ตั้งแต่คล้องพระชีวิตเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในชีวิตราชการ โดยเฉพาะหลวงปู่โต๊ะกับหลวงปู่คำพันธ์นี่สุดยอดเลยพุทธคุณเชื่อขนมกินได้ เชื่อว่าเคยช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยหลายครั้ง แต่สิ่งสำคัญไม่ควรลืมกันก็คือ คล้องพระแล้วต้องทำดี กตัญญูรู้คุณ ถ้าคล้องพระแพงๆแล้วประพฤติไม่ดี ก็ไม่เกิดประโยชน์” ผู้กำกับโอ๋กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ.

(ข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 2554 หน้าพระเครื่อง)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1