ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : หลวงปู่คำพันธ์ รุ่นอุดมความสุข



(N)


พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) อายุ ๘๘ พรรษา ๕๘ (พ.ศ.๒๕๔๖) อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุ
มหาชัย บ้านมหาชัย ต.มหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ผู้เรืองธรรม มีปฐวีกสิณเป็นเอก เล่นแร่แปรธาตุจนดังสนั่น ชื่อเสียงเลื่องลือ
๒ คาบฝั่งโขง เป็นสมัญญานามที่ผู้คนต่างรู้จักดีถึงกับมีการขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าลุ่มน้ำโขง”



อัตโนประวัติ

หลวงปู่คำพันธ์ มีนามเดิมว่า คำพันธ์ ศรีสุวงค์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๘ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ ปีเถาะ
ณ บ้านหมู่ที่ ๔ ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายเคน และนางล้อม ศรีสุวงค์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
ทั้งหมด ๒ คน ท่านเป็นบุตรคนโต มีชื่อตามลำดับดังนี้

๑. พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (คำพันธ์ ศรีสุวงค์)

๒. นายพวง ศรีสุวงค์ (ถึงแก่กรรม)


และมีน้องร่วมมารดา แต่ต่างบิดากันอีก ๔ คน คือ

๑. นางสด วงษ์ผาบุตร (ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๗)

๒. ด.ช.บด แสนสุภา (ถึงแก่กรรม)

๓. ด.ญ.สวย แสนสุภา (ถึงแก่กรรม)

๔. นางกดชา เสนาช่วย (ถึงแก่กรรม)

วัยเด็กเป็นคนขยันขันแข็ง ช่วยโยมบิดา-โยมมารดาทำนา อุปนิสัยเป็นคนเรียบง่าย เรียบร้อย พูดน้อย จบการศึกษาภาคบังคับ

การบรรพชา-อุปสมบท

วันที่ ๗ กันยายน ๒๔๗๕ (อายุ ๑๗ปี) ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดศรีบุญเรือง บ้านหนองหอย ต.นาแก อ.นาแก
จ.นครพนม โดยมีพระอาจารย์เชื่อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากได้บรรพชาแล้วก็ได้ศึกษาอักษรธรรม และหนังสือสูตรคาม
แบบโบราณ ในขณะเดียวกันก็ได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฎฐานควบคู่ไปด้วย

หลังจากบรรพชาได้ ๓ พรรษา ได้ออกเดินธุดงค์ทรงกรดไปที่จังหวัดเลย พร้อมกับพระภิกษุ ๒ รูป คือ พระภิกษุบุญ
และพระภิกษุวัน ได้พบกับชีปะขาวคนหนึ่งชื่อว่าครุฑ ได้ศึกษาแนวทาง การปฎิบัติจากชีปะขาวอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนหน้าที่จะได้ฝึกปฏิบัติกัมมัฏฐานนั้น เคยได้รับความรู้เรื่องกัมมัฏฐานมาจาก พระอาจารย์เสาร์ ซึ่งท่านไปอบรมประชาชนที่วัดโพนเมือง จ.อุบลราชธานี

ท่านอาจารย์เสาร์ให้แนวทางในการ ปฏิบัติกรรมฐานไว้ว่า ให้กำหนดลมหายใจออก ท่านอาจารย์เสาร์ได้ให้ข้อคิดต่อ
ไปอีกว่า “ร่างกายของคนเรานั้น เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง มันทำงานอยู่ตลอดเวลา ลมหายใจเข้า-ออกนั้น มีความสำคัญมาก
ถ้าลมไม่ทำงานคนเราจะตายทันที ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจ ” นอกจากนั้นท่านอาจารย์เสาร์ยังได้ย้ำอีกว่า
“ให้คนเราตีกลองคือขันธ์ ๕ ให้แตก” ซึ่งก็หมาย ความว่า ท่านให้ทำความเข้าใจขันธ์ ๕ให้จงดีให้เข้าใจตามสภาพที่เป็นจริง........

หลวงปู่ได้ศึกษาภาคทฤษฎีและภาคปฎิบัติกับหลวงปู่เสาร์ประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นหลวงปู่คำพันธ์ ก็ได้นำเอาแนวทาง

การปฎิบัติของอาจารย์ทั้ง 2 มาเป็นแนวทางปฎิบัติกัมมัฎฐาน



หลวงปู่ได้จำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเลยเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นได้เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดเชียงรายประมาณ 3-4 เดือน
โยมบิดาได้เสียชีวิตลง หลวงปู่จึงได้เดินทางกลับมาทำบุญงานศพบิดา และได้เดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆในเขตจังหวัดนครพนม
สกลนคร อุดรธานี หนองคายและข้ามไปฝั่งลาวประมาณ 3-4 เดือน แต่ไม่ได้จำพรรษา แต่กลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านเดิมอยู่
ประมาณ 3 ปี และญาติโยชาวบ้านก็นิมนต์ท่านให้เข้ามาอยู่จำพรรษาที่วัดบ้านเพื่อโปรดญาติโยมชาวบ้านบ้าง หลังจากออกพรรษา
แล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินธุดงค์ต่อ จนอายุถึง 40 ปี จึงหยุดเดินธุดงค์ แต่ก็พยายามศึกษาปฎิบัติธรรมกัมมัฎฐานมาโดยตลอดจนถึง
ปัจจุบัน


พ.ศ. ๒๔๗๘ อายุ ๒๐ ปี ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ และเริ่มศึกษาพระปริยัติธรรม

พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุ ๒๔ ปี มารดาก็ถึงแก่กรรม เวลานั้นเหลือน้องผู้หญิง ๒ คน ซึ่งยังเล็กมาก จึงได้ลาสิกขาบทออกไปเลี้ยง
ดูน้อง

พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี ได้กลับเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้ง ณ พัทธสีมาวัดโพธิ์ชัย บ้านพุ่มแก ต.พุ่มแก
อ.นาแก จ.นครพนม ได้รับนามฉายาว่า “โฆสปัญโญ” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีปัญญาระบือไกล”

และได้ออกไปจำพรรษาที่วัดป่าเป็นเวลา ๓ พรรษา


ต่อมาก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานพร้อมเป็นครูสอน พระปริยัติธรรมด้วยที่วัดพระพุทธบาทจอมทอง บ้านหนองหอยใหญ่
ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้นำญาติโยมประมาณ ๕ ครอบครัว จากบ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก มาสร้างบ้านและวัดใหม่
ที่โนนมหาชัย และให้ชื่อบ้านว่า “บ้านมหาชัย” ในปัจจุบันนี้ ได้สร้างวัดธาตุมหาชัย (เดิมชื่อวัดโฆษการาม) จนเจริญรุ่งเรือง
ตราบถึงปัจจุบัน




การศึกษา

พ.ศ. ๒๔๗๒ สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านโพนดู่ บ้านโพนดู่ ต.พุ่มแก อ.นาแก จ.นครพนม
พ.ศ. ๒๔๗๙ อายุ ๒๒ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง
บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๘๘ อายุ ๓๐ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง
บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

พ.ศ. ๒๔๘๙ อายุ ๓๑ ปี สอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนคณะจังหวัดนครพนม วัดพระพุทธบาทจอมทอง
บ้านหนองหอยใหญ่ อ.นาแก จ.นครพนม

เมื่อหลวงปู่สอบได้นักธรรมเอกได้แล้ว หลวงปู่ก็ได้พยายามศึกษาพิเศษ เช่น เรียนหนังสืออักษรธรรม อักษรขอมได้
เป็นอย่างดี และยังทรงพระปาฎิโมกข์ได้อย่างแม่นยำอีกด้วย


การศึกษาพิเศษ

- ได้ศึกษาอักษรธรรม อักษรขอม อักษรไทยน้อย อ่านเขียนได้คล่องแคล่ว และมีความชำนาญมาก

- ทรงจำพระปาฏิโมกข์ได้แม่นยำ เป็นพระผู้สวดพระปาฏิโมกข์ในวันทำสังฆกรรมอุโบสถ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๐ เรื่อยมา






ความชำนาญการ
- มีความชำนาญการแสดงพระธรรมเทศนาโวหาร บรรยายธรรม เทศนาธรรม และเทศนาธรรมแบบปุจฉาวัสัชนา ๒ ธรรมาสน์
จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเขตอีสานเหนือ ยากที่จะหาพระธรรมกถึกรูปอื่นเสมอเหมือนในสมัยนั้น

- มีความชำนาญการเทศนาธรรม ทำนองแหล่ภาษาอีสาน มีความสามารถในการประพันธ์กลอนแหล่ทำนองอีสานได้
เช่น กลอนอัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมือง, พระเวสสันดรทรงพบพระประยูรญาติ, พระเวสสันดรลาป่า, นางมัทรีเดินป่า เป็นต้น

- เป็นพระวิปัสสนาจารย์ใหญ่สาย พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร
ให้การอบรมวิปัสสนากรรมฐานประจำที่วัดป่ามหาชัย วัดส้างพระอินทร์ และวัดภูพานด่านสาวคอย

- มีความชำนาญการด้านนวัตกรรม การออกแบบก่อสร้างเสนาสนะ ทั้งงานไม้ งานปูน โดยเป็นผู้นำในการก่อสร้างกุฏิสงฆ์
ศาลาการเปรียญ และพระธาตุมหาชัย (การก่อสร้างครั้งแรกๆ ท่านทำเองทั้งหมด เพราะสมัยนั้นไม่มีช่างผู้ชำนาญการ
และเงินงบประมาณก็มีไม่เพียงพอ)






งานการศึกษาพระปริยัติธรรม

พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่ได้ตั้งสำนักเรียนวัดพระธาตุมหาชัย ทั้งแผนกธรรม-บาลีขึ้นจนสามารถมีลูกศิษย์สอบนักธรรม
ได้เป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี และมีลูกศิษย์สามารถสอบเปรียญธรรมได้ทุกปี ปีละหลายๆ รูป ทำให้การศึกษาแผนกธรรมบาลี
อำเภอปลาปากดีขึ้นตามลำดับ


พ.ศ. ๒๕๓๔ หลวงปู่ได้จัดตั้งทุนมูลนิธิการศึกษาพระปริยัตธรรม แผนกธรรม-บาลีขึ้นที่วัดธาตุมหาชัย ตำบลมหาชัย
อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม เพื่อส่งเสริมและมอบทุนการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณร ที่มีความรู้ความสามารถสอบ
นักธรรมชั้นตรี โท เอก ได้ และสามารถสอบเปรียญธรรมได้


หลวงปู่ยังให้ทุนการศึกษาแก่ลูกศิษย์ที่ไปเรียนต่ออีกด้วย งานการศึกษาสงเคราะห์

พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่ได้จัดตั้งกองทุนมูลนิธิการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ยากจน ที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในเขตอำเภอปลาปาก
และทุกอำเภอในเขต จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 10 เดือนมกราคมของทุกๆ ปี หลวงปู่คำพันธ์จะมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน
ทุกอำเภอๆ ละ 9 ทุน และมอบทุนให้เป็นค่าอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนต่างๆ ด้วย


พ.ศ. ๒๕๓๕ หลวงปู่คำพันธ์ได้สร้างโรงเรียนมัธยมขึ้นที่บ้านนกเหาะ ตำบลโคกสูง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
ตั้งชื่อโรงเรียนมัธยมแห่งนี้ว่า ธรรมโฆษิตวิทยา มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี และหลวงปู่คำพันธ์ยังได้เป็นผู้ อุปถัมภ์โรงเรียนแห่งนี้
มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน


พ.ศ. ๒๕๓๘ หลวงปู่คำพันธ์ได้ขออนุญาตสร้างโรงเรียนสุนทรธรรมากรและในปัจจุบันนี้ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่
ให้ชื่อว่า โรงเรียนมัธยมมหาชัยธรรมากร เพราะตั้งอยู่ ที่บ้านโนนศรีชมภูทางแยกเข้ามาบ้านมหาชัยหลวงปู่ก็ให้การอุปถัมภ์ในทุกวันนี้
และได้จัดบรรพชา สาเณรภาคฤดูร้อนเป็นประจำ




งานการเผยแพร่

พ.ศ. ๒๕๓๒ หลวงปู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าหน่วยพระธรรมฑูตฝ่ายกำกับการพระธรรมฑูตอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงปู่ได้ร่วมมือกับคณะสงฆ์และทางราชการออกไปอบรมประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ ในเขตการปกครอง
และร่วมกับหน่วยงานของราชการทุกหน่วยงานออกไปอบรมตามโครงการหมู่บ้านแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองของอำเภอปลาปาก
และยังได้ติดตาม พระธรรมฑูตจากส่วนกลางออกเยี่ยมเยียนประชาชนในเขต อำเภอปลาปากโดยสม่ำเสมอมาตลอดทุกปี





ตำแหน่งงานปกครอง

พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเจ้าอาวาสวัดโฆษการาม (วัดธาตุมหาชัย ในปัจจุบัน)

พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นเจ้าคณะตำบลมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นรองเจ้าคณะอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษา ธรรม-บาลี

พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นเจ้าคณะอำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะอำเภอปลาปาก





สมณศักดิ์

พ.ศ. ๒๕๑๘ พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”

พ.ศ. ๒๕๒๐ พระครูสัญญาบัตรชั้นโท ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”

พ.ศ. ๒๕๒๘ พระครูสัญญาบัตรชั้นเอก ที่ “พระครูสุนทรธรรมโฆษิต”

พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชาคณะ ชั้นสามัญ ราชทินนาม “พระสุนทรธรรมากร”





งานสาธารณูปการ

พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นประธานสร้างอุโบสถ วัดพระพุทธบาทจอมทอง

พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นประธานสร้างหอระฆัง วัดพระพุทธบาทจอมทอง

พ.ศ. ๒๔๙๕ หลวงปู่ได้นำญาติโยมชาวบ้านหนองหอยที่พากันติดตามหลวงปู่มาได้สร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านมหาชัย
ใช้ชื่อวัดว่า วัดโฆษการาม บ้านมหาชัย ตำบลมหาชัย อำเภอปลาปาก

พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นประธานนำชาวบ้านมหาชัยสร้างวัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นประธานสร้างพระคู่บ้านมหาชัย “พระพุทธศักดิ์สิทธิ์”

พ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่ได้เป็นประธานนำญาติโยมชาวบ้านมหาชัยสร้างธาตุขึ้นภายในวัดซึ่งมีลักษณะ ทรงแปดเหลี่ยม
สูง 15 เมตร ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเสด็จมาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยพระองค์เอง

พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานสร้างอุโบสถ วัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นประธานสร้างกำแพงล้อมรอบวัดธาตุมหาชัย

พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์

พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นประธานสร้างวัดป่ามหาชัย (อรัญญคาม) และในปีเดียวกันนั้นเองหลวงปู่ได้ขอพระราชทาน
พระบรมราชานุญาตให้นำพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. ประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถวัดโฆษการาม

พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นประธานสร้างกุฏิสงฆ์หลังใหม่อีกหลังหนึ่ง และหลวงปู่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อวัดโฆษการาม
เป็นวัดธาตุมหาชัย จนถึงปัจจุบัน และในปีเดียวกันนั้นหลวงปู่ได้เป็นประธานสร้างศาลาการเปรียญ-หอสมุดภายในวัด

พ.ศ. ๒๕๒๙ หลวงปู่ได้สร้างหอพระไตรปิฎก หอระฆัง

พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “โรงเรียนธรรมโฆษิตวิทยา”

พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “ โรงเรียนธรรมากรวิทยา”

พ.ศ. ๒๕๓๖ เป็นประธานสร้างพระธาตุมหาชัยครอบองค์เดิม

พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ณ วัดส้างพระอินทร์ “พระพุทธการุณ”

พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานสร้างโรงเรียนมัธยม “โรงเรียนมหาชัยวิทยาคม”

พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นประธานสร้างตึกผู้ป่วย โรงพยาบาลปลาปาก
ลักษณะนิสัยทั่วไป

พระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นพระมหาเถระ ที่มีอัธยาศัยใจคอกว้างขวาง เยือกเย็น มีความเมตตา กรุณาต่อศิษย์
ตลอดถึงญาติโยมทุกคนที่เข้าหาท่าน ใครก็ตามที่มีปัญหา หรือมีความทุกข์เข้าหาท่าน จะได้รับการต้อนรับจากท่านอย่างดียิ่ง
เสมอกันหมด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต่อครูบาอาจารย์ และพระเถระที่อาวุโสกว่า หลวงปู่จะแสดงอาการอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ
โดยไม่เคยจะแสดงอาการ แข็งกระด้างใดๆเลย ด้วยเหตุนี้หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพนับถือของ ศิษยานุศิษย์และญาติโยมโดย
ทั่วไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่ก็ยังเป็นพระเถระที่มีความตั้งใจมั่นคง หนักแน่นอีกด้วย

จะเห็นได้จากการที่ท่านตั้งใจจะทำสิ่งใดแล้ว จะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จให้จงได้ คงเป็นเพราะ ความตั้งใจจริง
และความตั้งใจมั่นคงนี้เอง ที่ทำให้หลวงปู่ทำสิ่งใดก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี และรวดเร็ว เกิน ความคาดหมายทุกประการ ตัวอย่างเช่น
พระธาตุมหาชัย, อุโบสถวัดธาตุมหาชัย, กำแพง ล้อมรอบวัดธาตุมหาชัย และกุฏิสงฆ์หลังใหม่ ๒ หลัง ซึ่งสิ่งก่อสร้างแต่ละอย่าง
ล้วน แต่ใช้ค่าก่อ สร้างจำนวนมากทั้งสิ้น เมื่อญาติโยมที่มีความเคารพนับถือในตัวหลวงปู่ทราบ ต่างก็มีจิตศรัทธา ช่วย กันสละ
กำลังทรัพย์มาช่วยในรูปของกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง จนงานก่อสร้างดัง กล่าวสำเร็จรวดเร็วเกินคาด อีกประการหนึ่ง โดยอุปนิสัยแล้ว
หลวงปู่ท่านถือการ ปฏิบัติกัมมัฏฐานเป็นประจำนับตั้ง แต่อุปสมบทพรรษาแรก จนกระทั่งมรณภาพ




การสร้างวัตถุมงคล

นอกจากการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ด้านวัตถุมงคลก็โด่งดังยิ่งนัก แต่เริ่มเดิมทีหลวงปู่คำพันธ์ หาได้สนใจจัดสร้างไม่
ท่านนั่งปลุกเสกสร้างวัตถุมงคลไปแล้วไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ รุ่น เพื่อนำปัจจัยไปพัฒนากิจการด้านการศึกษา การศาสนา การสังคม
และวัฒนธรรมพื้นถิ่น

วัตถุมงคลรุ่นแรกเป็นเหรียญรุ่นหยดน้ำ สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ต่อมาในช่วงกลางเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางวัดธาตุมหาชัย
กำลังพัฒนา หลวงปู่คำพันธ์จึงได้สร้างอิทธิมงคลขึ้น ชื่อชุด “มหาชัยมงคล” เป็นพระสมเด็จปรกโพธิ์หล่อ และล็อกเกตอุดผงตะกรุดทองคำ
ซึ่งท่านได้ทำพิธีอธิษฐานจิตปลุกเสกมหามนตราศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคลนี้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อนำปัจจัยมาสมทบทุนมูลนิธิสังฆศาสน์
และเป็นทุนพัฒนาวัดธาตุมหาชัย

รวมทั้ง เหรียญรุ่นมหาปรารถนา สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และเหรียญรุ่นสุดท้าย ซึ่งกองทัพบกสร้างขึ้น
และได้ขอบารมีให้ท่านปลุกเสก

ในจำนวนวัตถุมงคลที่สร้างและออกในนามหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดธาตุมหาชัย ทุกรุ่น จะพบว่า ยันต์ด้านหลังเหรียญที่พบมาก
ที่สุด คือ “ยันต์สมปรารถนา” ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นยันต์เฉพาะตัวของหลวงปู่คำพันธ์ก็ว่าได้

ส่วนที่มาของยันต์นั้น หลวงปู่คำพันธ์ได้มาจากจารึกบนแผ่นศิลา ใต้ฐานองค์พระธาตุพนม ซึ่งค้นพบหลังจากพระธาตุพนมล้มลง
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยหลวงปู่คำพันธ์กล่าวไว้ว่า “ภาษาจารึกเป็นภาษาสวรรค์” ทั้งนี้ หลวงปู่ได้นำมาปรับแต่ง และเขียนยันต์ขึ้นใหม่
เพราะท่านศึกษาอักษรธรรมอีสาน อักษรขอม อักษรไทยน้อย อ่านเขียนได้คล่องแคล่ว และมีความชำนาญมาก โดยใช้ชื่อว่า “ยันต์สมปรารถนา”

ส่วนพระคาถาที่หลวงปู่คำพันธ์ใช้ในพิธีอธิษฐานจิต ปลุกเสกมหามนตราศักดิ์สิทธิ์วัตถุมงคล คือ “คาถาพระพุทธเจ้า”
โดยบริกรรมว่า “ทิตะ ศิรา ทันนันฑะ โลกะ ลิลากะ ละลาสติโป จะติโห คะหะตะเน”

“ยันต์สมปรารถนา” ของหลวงปู่คำพันธ์ มีความพิเศษกว่ายันต์ของพระเกจิอาจารย์รูปอื่นๆ คือ เขียนด้วยอักขระขอม และอักขระธรรม
อีสาน ซึ่งปกติแล้วการเขียนยันต์ทั่วๆ ไปจะใช้อักขระเดียวเท่านั้น อักขระที่ใช้เขียนยันต์มี ๖ ภาษา ได้แก่ อักขระขอม อักระธรรมล้านนา
อักขระธรรมอีสาน อักขระมอญ อักขระพม่า และอักขระสิงหล ซึ่งเมื่อเทียบเคียงแล้ว จะพบว่าอักขระทั้ง ๖ ภาษา (ถ้ารวมไทยด้วย ๗ ภาษา)
บางตัวเขียนคล้ายกันมาก เช่น ก.ไก่ ย.ยักษ์ และ ว.แหวน เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการประดิษฐ์อักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ในสมัยสุโขทัยนั้น ประยุกต์หรือปรับปรุงมาจากอักษรมอญ และขอม ซึ่งมีการใช้อักษรมาก่อน



มรณภาพ
พระเดชพระคุณพระสุนทรธรรมากร (หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ) ได้ละสังขารอย่างสงบในกุฏิจำพรรษา ด้วยโรคชราภาพ
ประกอบกับมีโรคประจำตัวหลายอย่างแทรกซ้อน หลังจากอาพาธมานานหลายปี เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๖
เวลาประมาณ ๐๑.๕๙ น. ณ วัดธาตุมหาชัย สิริรวมอายุได้ ๘๙ พรรษา ๕๙ สร้างความสลดโศกเศร้าให้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิด
ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วไปที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง วันนี้...หลวงปู่คำพันธ์ พันธุ์ไม้มีแก่นในตัว ไม่โอ้อวด ไม่ยึดติด
ท่านสิ้นใจแต่ไม่สิ้นธรรม

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:10 น.]



โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:11 น.] #3329433 (1/8)
เปิดคัมภีร์คนรักพระ

“ผู้กำกับโอ๋-พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์”
ศรัทธา “ลป.โต๊ะ-ลป.คำพันธ์” ช่วยรอดตาย
ในยุทธจักรสีกากี “ผู้กำกับโอ๋” พ.ต.อ.ทินกร รังมาตย์ ผู้กำกับการ ๖ กองบังคับการปราบปราม (ผกก.๖ บก.ป.) นับได้ว่าเป็นนายตำรวจหนุ่มไฟแรง ทั้งผลงานและฝีมือไม่เป็นรองใคร ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ ชีวิตเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน เคยถูกดักยิงถล่ม-วางระเบิด แต่รอดปาฏิหาริย์ ส่วนหนึ่งเจ้าตัวเชื่อบารมี “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ปกป้องคุ้มครอง
พ.ต.อ.ทินกร เกิดที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนศรีโกสุมวิทย์มิตรภาพ ๒๐๙ จบชั้นมัธยมโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จบจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ ๓๐ โรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน (นรต.๔๖) และจบปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาการบริหารงานยุติธรรม
เริ่มต้นรับราชการที่สถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ ย้ายไปอยู่ฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล๑ เป็นนายเวร พล.ต.ต.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บังคับการอำนวยการสำนักงานส่งกำลังบำรุง (ตำแหน่งขณะนั้น) ติดยศ พ.ต.ต.ตำแหน่งสารวัตรแผนก ๑ กองกำกับการ ๕ กองบังคับการปราบปราม วนเวียนทำงานสืบสวนมาตลอดรวมทั้งไปช่วยราชการในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก่อนขึ้นเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.อก.บก.ปอท.) จนผู้บังคับบัญชาไว้วางใจให้มาเป็นผู้กำกับการ ๖ กองบังคับการปราบปราม รับผิดชอบพื้นที่ จ.ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ร่วมทำงาน “ดับไฟใต้” กับหน่วยงานอื่น ๆ
“ผมเชื่อและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะชีวิตเฉียดตายหลายครั้ง ไปทำงานใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รอดมาได้เหลือเชื่อ ทั้งถูกลอบยิงถล่มและโดนวางระเบิด ครั้งหนึ่งเจอจะจะ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบป่วนกลางเมืองยะลา เอาระเบิดแสวงเครื่องใส่ถุงมาวางหน้ารถ ตอนนั้นผมกำลังนั่งคุยเรื่องงานกับรุ่นพี่ ๆ และผู้บังคับบัญชาในโรงแรม มีคนวิ่งมาบอกก็เลยรู้ก่อน แจ้งเจ้าหน้าที่วิทยาการมาตรวจสอบ ยังมาไม่ถึงบึ้มซะก่อนรถเละทั้งคัน ขนหัวลุกเลย เชื่อว่าพระที่คล้องคอท่านคงช่วยคุ้มครองเป็นแน่”
พูดจบผู้กำกับโอ๋ก็โชว์พระเครื่องคู่กายให้ชม ได้แก่ เหรียญพัดยศ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปี ๒๕๑๘ เหรียญหล่อหลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตกรุ่น ๒ เหรียญหลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา เหรียญย้อนยุคหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม เนื้อทองคำ เหรียญหลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ เนื้อเงิน รุ่นแม่ทัพภาคที่ ๑ เหรียญหลวงพ่อปู่วัดโกรกกรากและเหรียญหลวงปู่คำพันธ์ วัดธาตุมหาชัย รุ่นอุดมความสุขปี ๔๐ เนื้อทองแดงผิวไฟ
“ตั้งแต่คล้องพระชีวิตเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้าในชีวิตราชการ โดยเฉพาะหลวงปู่โต๊ะกับหลวงปู่คำพันธ์นี่สุดยอดเลยพุทธคุณเชื่อขนมกินได้ เชื่อว่าเคยช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยหลายครั้ง แต่สิ่งสำคัญไม่ควรลืมกันก็คือ คล้องพระแล้วต้องทำดี กตัญญูรู้คุณ ถ้าคล้องพระแพงๆแล้วประพฤติไม่ดี ก็ไม่เกิดประโยชน์” ผู้กำกับโอ๋กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ.

(ข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม 2554 หน้าพระเครื่อง)

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:12 น.] #3329435 (2/8)


(N)


ไม่มีประสบการณ์ คือ "ประสบการณ์"

ผมเคยคิดมานานแล้วว่าอยากจะเขียนถึงพระเครื่องของครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐาน ที่เรียกอีกอย่างว่าสายพระอาจารย์มั่นและพระอาจารย์เสาร์ แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่ผมไม่มีพระเครื่องครบทุกพระอาจารย์ และไม่แน่ใจว่าจะหาภาพลงได้ครบทุกองค์ จึงรี ๆ รอ ๆ หวังให้โอกาสเกิดมีขึ้นบ้างสักวัน

โอกาสที่หวังก็ไม่เคยมีขึ้นสักที

ได้แต่ปรึกษาคนโน้นคนนี้ซึ่งล้วนแต่แสดงการโหวตเป็นเสียงเดียว เป็นเสียงที่เห็นด้วยทั้งสิ้น หาเสียงที่เอามือซุกกระเป๋าไม่โหวตไม่มี

ทำไมผมจึงอยากจะเขียน

นั่นเป็นด้วยศรัทธาเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์สายนี้เป็นเหตุใหญ่ แม้ว่าพระเครื่องของทุกท่านโดยมากไม่แพง ไม่ฮ้อทจนพองมือเซียนพระเครื่องทั้งหลายก็ตาม

แถมไม่มีประสบการณ์หวือหวาให้ฮือฮาทั้งบ้านทั้งเมือง

เรื่องไม่มีประสบการณ์นี้ผมได้ยินใครต่อใครพูดคำนี้บ่อยๆ ถ้าไม่มีประสบการณ์แล้วมืออาชีพไม่เล่น แม้จะเป็นพระเครื่องรุ่นเดียวกันพิธีเดียวกัน ก็ยังเลือกเล่นพิมพ์ที่เกิดอภินิหารสร้างประสบการณ์

อย่างที่ผมแขวะมาตลอดแหละครับ, พระเครื่องของเจ้าคุณนรฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดดี, เสกในพิธีเสาร์ 5 ปี 2513 พร้อมกัน กลับมีทั้งที่แพงเป็นหมื่น ๆ กับถูกเป็นร้อย

คนก็แห่ไปเล่นของแพงเป็นบ้าเป็นหลังไป

ถ้าไม่ใช่ผู้เล่นพระเครื่องแบบ hobby แต่เล่นแบบเชื่อในพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ก็ต้องมีศรัทธามั่นใจว่าเป็นของท่านเสกเหมือนกัน เสกพร้อมกันอีกต่างหาก ไม่มีทางที่องค์ไหนจะศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าองค์ไหน แม้ว่าจะมีทางแพงกว่ากันก็ช่างเถิด

ถ้าท่านแขวนพระเครื่องด้วยความรู้สึกเหมือนสะสมเครื่องลายคราม เล่นไม้ดัด บอนไช หรือสะสมแสตมป์ ท่านต้องเล่นของแพงถ้าไม่ได้เล่นเพื่ออย่างนั้น แต่แขวนไว้ด้วยศรัทธาในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ท่านอย่าได้วอกแวกไปกับของแพงปล่อยให้มือฮ้อบบี้เขาเล่นกันไปเถอะ

เรื่องมีประสบการณ์และไม่มีประสบการณ์นั้น ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสถานการณ์และกรรมเวรของแต่ละคน บางคนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งอาชีพและการดำรงชีพ โอกาสที่จะพบประสบการณ์มีน้อยมาก แต่บางคนอยู่ในสถานะที่ล่อแหลมทั้งอาชีพและการดำรงชีพ อย่างเช่น ตำรวจ ทหาร คนเดินทางบ่อย ๆ คนที่มีศัตรูจงเกลียดจงชังเยอะ คนทำงานในงานเสี่ยงอย่างนี้โอกาสเจอประสบการณ์ย่อมมีมากกว่า

และที่สำคัญยี่ง ผมเชื่อที่สุดว่า
“ไม่มีประสบการณ์นั่นแหละคือประสบการณ์”

หลวงปู่คำพันธ์เคยเตือนสติผมครั้งหนึ่ง ราวกับท่านล่วงรู้วาระจิตของผมในช่วงนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมหันมาสนใจของขลังประเภทหนังเหนียว ยิงไม่ออกเป็นเอก

ท่านมองหน้าผมแล้วบอกว่า
“แขวนพระเมตตาแคล้วคลาดดีกว่า ไปไหนสบายไม่มีเรื่อง พระมหาอุดคงกระพันมักมีแต่เรื่อง”

นั่นแหละครับ คำพูดอันวิเศษได้เตือนสัญญาเก่าให้ผุดขึ้น

สมัยหนึ่งผมลองแขวนเดี่ยวพระเครื่องที่ได้ชื่อว่าเหนียวสะบัดช่อ อย่าไปรู้เลยครับว่าของพระอาจารย์องค์ไหน
ผมเดินฆ่าเวลาคอยเวลานัดเพื่อนที่ตลาดคลองเตยซี่งมีคนมาเดินดูของกินของใช้ต่างประเท
ศมากมายไม่ต่างจตุจักร

จังหวะหนึ่งที่สาวสวยเบียดคนมากระแทกไหล่ผมอย่างจัง

เธอไม่ตั้งใจหรอกครับเพราะว่าคนมาก

แต่ผมโกรธจนนึกอยากจะกระโดดชกหน้าสาวสวยอนงค์นั้น

หัวใจกระทั้นกระทึกอยู่ตั้งอึดใจใหญ่ ๆ จึงสงบลงได้และนึกแปลกใจตนเองชมัด ปกติไม่เคยโกรธใครง่ายๆอย่างนี้มาก่อนโดยไม่มีเหตุผล
แถมสาวสวยอย่างนั้นผมไม่เคยรู้จักมาก่อน จะมีเหตุโกรธง่ายๆเป็นที่ไหน

ผมไม่อยากโทษพระหนังเหนียวให้เป็นเวรเป็นกรรมแก่ผมหรอกครับ แต่มันไม่มีเหตุอะไรที่จะให้ผมคิดเห็น

แต่ที่เป็นวัยรุ่นระเบิดขวดอยู่นั้น พรรคพวกนักวิทยาศาสตร์แขนงวัตถุระเบิดและกระทรวงฟันแทงจิ๊กโก๋ซอยอื่นพลัดหลงมา
ต่างมีครูบาอาจารย์สักยันต์ เสกตะกรุดและทำสาลิกาลิ้นทองทางเจ้าชู้พวกนั้นเมื่อได้ของใหม่มาก็ร้อนของอยากลอง

นั่งรถเมล์อยู่ด้วยกันดี ๆ กระโดดลงไปไล่ชกตีวัยรุ่นที่นั่งกินเหล้าข้างทางเสียเฉย ๆ

พอกลับมาแล้วก็บอกว่า
“หมั่นไส้มันหรอกว่ะ แม่งตีกูด้วยขวด นึกว่าแตกซะแล้ว”

ของอย่างนี้แหละครับที่มักทำให้มีแต่เรื่อง และเป็นของที่มักมีประสบการณ์ทางถูกยิงถูกฟันเป็นพิเศษ

แต่พระเครื่องของครูบาอาจารย์สายกัมมัฏฐาน โดยมากท่านอธิฐานพรในทางเมตตาแคล้วคลาดเป็นหลัก แขวนของพวกท่านแล้วไม่มีประสบการณ์เกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกครับ
เรื่องนิดหน่อย ๆ เป็นหลุดพ้นหมด ที่หนักหนาสาหัสก็ผ่อนให้เบาลง ที่คิดว่าจะต้องถูกเขาด่าแน่ ๆ ก็ไม่ด่าแถมยิ้มแย้มแจ่มใสให้อีกหวามหนึ่ง

คุณพ่อประกอบ แพทยกุล อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีเคยอธิบายถึงพระเมตตามหานิยมแก่ผมว่า
“ให้สังเกตดูคนที่เกลียดและคิดจะเล่นงานเรานั่นแหละพอพบหน้าเขาไม่ทำ”

นี่แหละครับพระเมตตาแคล้วคลาด

ไม่มีประสบการณ์คือประสบการณ์อย่างไม่ต้องสงสัย

อีกข้อหนึ่งที่ชวนคิดไม่น้อยนั่นคือ ครูบาอาจารย์สายนี้โดยมากท่านเน้นเรื่องการประพฤติปฏิบัติ ไม่ได้เน้นเรื่องวัตถุมงคล บางองค์ไม่ยอมให้มีการทำขึ้นมา แต่บางองค์ก็ทำเพราะเกรงใจขัดใจผู้ขอสร้างไม่ได้ อย่างเช่นหลวงปู่เทสก์ เทสน์รังสีท่านยอมให้ทำขึ้น แต่ไม่ยอมให้ทำรูปของท่าน คงมีแต่เพียงชื่อที่เรียกว่าลายมือลายเซ็นของท่านเท่านั้น บางองค์อนุโลมให้ทำตามศรัทธาเพื่อเอาไว้แจกสถานเดียว บางองค์ก็วางเฉยสุดแต่ผู้สร้างจะมีเจตนามีศรัทธาอย่างไร
ท่านไม่เกี่ยวข้องเรื่องจำหน่าย ไม่วุ่นกับเงินที่ได้จากจำหน่ายท่านเสกให้แล้วก็แล้วไป อย่างเช่นหลวงปู่แหวน

ผมเคยฟังท่านอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป เล่าเรื่องเสกพระของหลวงปู่แหวนว่า
“ถามหลวงปู่เหมือนกันว่าเสกพระอย่างไร หลวงปู่บอกว่าก็แผ่เมตตาว่าขอสัตว์โลกทั้งหลายจงอยู่เย็นเป็นสุข อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลยเท่านั้น”

ง่ายดีไหมครับ

นั่นแหละที่แขวนเข้าไปแล้วประสบการณ์เลยไม่ค่อยมี

ทั้งอยู่เย็นเป็นสุขทั้งไม่ต้องเบียดเบียนกัน

อีกข้อหนึ่งเท่าที่ได้สังเกตดูมาโดยตลอด เห็นว่าญาติโยมที่ทั้งสู้อุตส่าห์เดินทางไปกราบครูบาอาจารย์สายนี้เป็นครั้งคราว และโดยสม่ำเสมอ มักเป็นผู้ไปแสวงธรรมไปหาแนวทางและโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ไปเพื่อหวังวัตถุมงคล แต่ถ้าครูบาอาจารย์แจกให้ก็เก็บไว้ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง ไม่รู้จักว่าเป็นของที่อาจซื้อขายได้ ไม่สนใจหรือเข้าใจในทางนี้ คงเก็บไว้หรือพกติดตัวด้วยความเคารพเป็นใหญ่ เพราะว่านั่นเป็นของที่ครูบาอาจารย์ที่ตนเองเลื่อมใสศรัทธามอบให้ แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติตามคำสอนของท่านต่อไป ไม่มีเรื่องวัตถุมงคลมานำจิตนำใจ

บางทีเกิดมีอันดังตูมตามขึ้นมาสักรุ่นหนึ่ง คนที่เล่นพระเครื่องในแบบนั้นก็สามารถไปจีบขอกับญาติโยมเหล่านี้ได้ง่าย ๆ โดยที่พวกท่านไม่รู้จัก,คงยินดีให้เพราะเห็นว่าเขาอยากได้เท่านั้น

มีเกิดขึ้นบ่อย ๆ

เพราะเหตุที่พระเครื่องของครูบาอาจารย์สายนี้ ถูกแจกไปอยู่ในคนที่มีทัศนคติทางธรรมเป็นหลัก พระเครื่องกี่รุ่น ๆ ก็เงียบหายไปโดยมากไม่ค่อยจะมีออกมาหมุนเวียนในตลาดซื้อขาย ที่มีออกมาก็มักจะเป็นรุ่นที่ทำออกมาเพื่อจำหน่ายหาทุนสร้างโน่นสร้างนี่ หรือทุนทำโน่นทำนี่สุดแต่เจตนาของผู้สร้าง

ท่านอาจารย์วัน เคยปรารภว่าสงสารหลวงปู่ฝั้นที่ต้องรับแขกโดยเสียเวลาเนิ่นนานเกินไป แขกส่วนหนึ่งนั้นมุ่งมาเพื่ออยากจะได้พระเครื่องของท่าน ก็มาคุยโน่นคุยนี่อ้อมไปอ้อมมาเป็นนานจนสุดท้ายก็เอ่ยปากขอ ซึ่งท่านก็ให้ เพราะว่าท่านให้อย่างเดียวไม่เคยขาย

หลวงปู่ฝั้นไม่เคยขายพระนะครับ แจกอย่างเดียว

ถ้าขอท่านแต่แรกท่านก็ให้เหมือนกัน และยังจะได้หมดเรื่องรับแขกเร็ว ๆ แล้วมีเวลาไปทำความเพียรของท่านต่อไป

ดังนั้นท่านอาจารย์วันจึงมักจะมอบวัตถุมงคลให้กับแขกที่มากราบเยี่ยมก่อน อยากได้หรือไม่อยากได้ก็แจกก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน

เพื่อนผมเป็นทหารเล่าว่า ยกกองร้อยไปกราบหลวงพ่อวัน จะไปเอาเหรียญของท่านเพื่อพกไปออกสนาม พอไปถึงท่านก็แจกเลย แจกแล้วก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับท่าน เพราะว่ามาเพื่อจะเอาเหรียญ ในเมื่อได้แล้วธุระก็หมด จึงกราบลาทันที ท่านก็หงึกหน้าแล้วก็กลับไปนั่งภาวนาต่อ

ครูบาอาจารย์สายนี้โดยมากไม่ได้เน้นเรื่องวัตถุมงคลแต่อย่างใด ท่านมุ่งให้ผู้ศรัทธาท่านเดินหน้าเข้าสู่การประพฤติปฏิบัติมากกว่า ในเรื่องวัตถุมงคลท่านไม่เคยให้ใคร ๆ ยึดมั่นจนเกินไป

หลวงพ่อชาเคยกล่าวกับผู้ที่เคยไปขอพระเครื่องของท่านว่า
“เอาไปทำไม เอาไปกันตายหรือ แต่เราเองยังต้องตายเหมือนกัน” เสร็จแล้วก็ยื่นให้ “เอ้า,เอาไปก็ดีอยู่หรอก”

หลวงพ่อชาก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ไม่เคยขายพระ ท่านไม่อนุญาตให้มีการซื้อขาย และไม่ชอบการซื้อขาย

บางกระแสข่าวบอกว่า ที่ท่านเลิกและงดอนุญาตไม่ให้มีการทำพระเครื่องในขณะที่ท่านยังไม่อาพาธนั้น ก็เพราะมีลูกศิษย์ไปฟ้องท่านว่า มีการซื้อขายพระของท่านในสนามแล้ว ท่านถามว่าจริงรึและต่อมาก็เลิกเด็ดขาด พระเครื่องของท่านจึงมีน้อยรุ่นและไม่มาก แต่ละรุ่นสร้างแบบสมัครเล่น มีแค่ร้อยสองร้อยองค์
ที่มากที่สุดก็คือรุ่นสุดท้าย มีผู้สร้างมาถวายเป็นจำนวน 84,000 องค์

เกี่ยวกับครูบาอาจารย์สายศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถรนี้ โดยมากถ้ามีใครไปถามท่านว่าเคยสร้างพระเครื่องหรือไม่ พวกท่านมักตอบว่าไม่เคยสร้าง ซึ่งคำตอบเหล่านี้จะเกิดวิจิกิจฉาแก่ผู้ถามทุกครั้ง ในเมื่อไม่เคยสร้างแล้วทำไมจึงมีพระเครื่องของพวกท่านออกมา

ความจริงมีว่า ที่พวกท่านไม่เคยสร้างนั้นหมายความว่าไม่ได้แสดงเจตนา และลงมือเป็นธุระให้สร้างแต่อย่างใด พวกท่านอยู่เฉย ๆ ก็มีผู้สร้างอะไรต่อมิอะไรมาถวาย และขอให้ท่านปลุกเสกหรืออธิษฐานจิตให้ เสร็จแล้วก็ถวายท่านครึ่งหนึ่ง, ส่วนหนึ่ง หรือทั้งหมดไว้ให้ท่านได้แจกแก่ญาติโยม บางทีก็มากราบขออนุญาตสร้าง ซึ่งท่านก็อนุโลมให้สร้างได้ แต่ทุกครั้งที่สร้างไม่ได้เกิดจากความปรารถนาอยากจะสร้างก่อนเลย ท่านปลุกเสกหรืออธิษฐานจิตให้โดยเมตตาสถานเดียว

บางทีอาจจะมีผู้สงสัยว่า “ปลุกเสก” กับ “อธิษฐานจิต" นั้นแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ผมได้คำตอบนี้จากหลวงปู่คำพันซึ่งท่านไม่ได้ตั้งใจอธิบายเรื่องนี้ เป็นแต่ท่านชี้แจงให้เข้าใจถูก นั่นคือ เพื่อนของผมคนหนึ่งสร้างพระเครื่องเป็นการส่วนตัวขึ้นมาชุดหนึ่ง ไปกราบท่านและบอกท่านว่าขอเมตตาหลวงปู่ปลุกเสกพระให้ด้วย ซึ่งหลวงปู่ได้ตอบว่า “ปลุกเสกไม่ได้หรอก เพราะว่าปลุกเสกนั้นต้องจัดพิธี แต่หลวงปู่จะอธิษฐานจิตให้” และท่านก็ได้รับพระมาไว้ในมือ กำหนดจิตอธิษฐานให้เท่านั้น

เคยมีผู้ถามหลวงปู่คำพันเหมือนกันว่า หลวงปู่อธิษฐานจิตอย่างไร
“ปู่อธิษฐานว่าขอให้วัตถุมงคลเหล่านี้เป็นมงคล” ท่านตอบ

ง่ายเหมือนหลวงปู่แหวนไหมครับ

พระเครื่องหรือวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ออกมาจากครูบาอาจารย์สายนี้ส่วนใหญ่จึงสำเร็จขึ้นมาด้วยการอธิษฐานจิต ที่สำเร็จด้วยการปลุกเสกมีน้อยมาก

ครูบาอาจารย์ชั้นลูกศิษย์ที่ไม่ใช่หลานศิษย์ของหลวงปู่มั่นมีอยู่มากมายหลายองค์ ชั้นภูมิของพวกท่านย่อมมีทั้งเสมอกันและต่างกันจริตนิสัยก็ต่างกัน ในเรื่องพระเครื่องก็มีข้อแตกต่างกันบางองค์ใจดีมาก ๆ ก็ไม่ว่าอะไร พระเครื่องจึงมีออกมามากมายหลายรุ่น บางองค์ก็มีออกมาน้อยรุ่น บางองค์ก็ไม่มีเลย

แหล่งที่มา อำพล เจน, หนังสือศักดิ์สิทธิ์ฉบับที่ 211 ไม่ทราบวันที่ครับ

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:14 น.] #3329440 (3/8)
มหาวินิจ บวชเรียนที่กรุงเทพฯ มาพักที่วัดหลวงปู่ประมาณ 1 เดือน มีพฤติกรรมเดียวกันคือแอบกินข้ามมื้อเย็น โดยซ่อนอาหารไว้ในกลองแตก บนหอระฆังเก่า มหาวินิจเล่าเองว่า นึกประมาทว่าหลวงปู่คงไม่รู้ เพราะเป็นพระแก่เฒ่ามากแล้ว ตอนนั้นหลวงปู่น่าอายุราว 70 กว่าปี เดินก็ยังไม่ค่อยไหว มหาวินิจก็แอบกินข้าวมื้อเย็นเป็นปกติอยู่หลายวัน

วันหนึ่งกำลังกินเพลิน ๆ ได้ยินเสียงทักว่า กินข้าวกับอะไรล่ะ อร่อยไหม มหาวินิจจำเสียงได้ว่า เป็นใคร ก็ตกใจจนขาดสติ กระโดดลงจากหอระฆังซึ่งมีความสูงไม่น้อย คะเนว่าประมาณ 3เมตร วิ่งหนีไปทางบ้านวังจาน ตรงไปที่สระน้ำ จะไปซ่อนตัวที่นั่นพอถึงสระน้ำก็ก้มตัวหอบด้วยความเหนื่อย ได้ยินเสียงหลวงปู่ดังขึ้นข้างหลัง
“เป็นหนุ่มเป็นแน่นวิ่งมาแค่นี้ก็เหนื่อย”

หันกลับไปเห็นหลวงปู่ก็ตกใจ ก้มลงจะกราบ หลวงปู่เตะโครมเดียวสลบเหมือด

หลังจากนั้น หลวงปู่จึงให้พระเณรไปหามตัวมหาวินิจกลับวัด ทำน้ำมนต์รดให้จึงฟื้น

เรื่องพระโดนเตะจนสลบในครั้งเดียวนี้ มี 2 องค์ คือ หลวงพี่ที่ผมเล่ามาเมื่อตอนที่แล้ว กับมหาวินิจนี่แหละครับ

เหตุก็เกิดคล้ายกันเสมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน

มหาวินิจแปลกใจเป็นที่สุด ได้ปรารภกับ อ.เวทย์ ว่า
“ผมวิ่งไม่คิดชีวิตไปที่สระน้ำบ้านวังจานไกล จากวัดตั้งครึ่งกิโล แค่ยืนหอบ จะให้หายเหนื่อย หลวงปู่ก็มายืนอยู่ข้างหลัง ไม่รู้ท่านมาได้ไง ผมเห็นว่าเรื่องอัศจรรย์เพราะท่านแก่แล้ว จะตามผมทันในพริบตาได้อย่างไร”

เมื่อมีโอกาส อ.เวทย์ได้เรียนถามหลวงปู่ว่า
“มหาวินิจเขาสงสัยว่า หลวงปู่ตามเขาไปทันได้ยังไง”
“ปู่ก็เดินไปเรื่อย ๆ”
“เขาว่าเขาวิ่ง เร็วนะครับ หลวงปู่จะเดินทันได้ไง”
“ปู่เดินทางลัดมั้ง”

อ.เวทย์ ก็หมดคำถามเมื่อท่านตอบแบบลัด ๆ

มีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสอดคล้องกับ เรื่องเดินทางลัดในวิธีของหลวงปู่

เฮียสันต์ (ชยันต์ รักเกียรติ) เป็นผู้เล่าให้ฟังว่า เหตุการณ์นี้แปลกมาก

ระหว่างงานวันเกิดหลวงปู่ ปี 2545 คณะชมรมพระเครื่องเมืองอุบลฯ นำโดย เฮียน้อย ไทยเจริญประธานชมรมได้พากันเหมารถตู้ไปร่วมงานของหลวงปู่

เวลานั้นหลวงปู่ กำลังอาพาธ ไม่แข็งแรง เดินไม่ค่อยจะไหว ออกจากกุฏิต้องนั่งรถเข็น เฮียน้อยก็วางแผนจะถ่ายรูปหลวงปู่โดยนั่งดักตรงประตูทางออกตั้งกล้องเตรียม ไว้

“พอหลวงปู่ออกมาเราจะนั่งตรงบันได เอ็งก็กดชัตเตอร์เลย ให้มีรูปเราอยู่กับหลวงปู่นะโว้ย”

เฮียน้อยบัญชาการแล้วทุกคนก็นั่ง คอยตามแผน

ระหว่างที่นั่งคอยอยู่นั้นได้ยินเสียงประกาศทางไมโครโฟน ว่า
“พระเดชพระคุณหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ ขณะนี้มาถึงศาลาแล้ว ญาติโยมทั้งหลายให้มารวมกันที่ศาลา จะได้เริ่มพิธีในบัดนี้”

คณะชมรม พระเครื่องเมืองอุบลฯ ทั้งโขยงก็สะดุ้งเฮือกมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ไม่มีใครเห็นหลวงปู่ออกจากกุฏิตั้งแต่เมื่อไรแม้แต่คนเดียว

เฮียน้อย เกิดศรัทธาอย่างท่วมท้นในเรื่องแปลกนี้
“หลวงปู่จะแอบออกจากุฏิ โดยไม่ให้พวกผมเห็นนั้น เป็นไปไม่ได้แน่นอน ผมงงเป็นไก่ตาแตก อยู่ ๆ ท่านก็ไปโผล่ที่ศาลา นั่งอยู่บนธรรมาสน์เรียบร้อย”

เรื่องนี้ผมก็ เห็นแปลกด้วยคน ในภายหลังผมได้เรียนถาม อ.เวทย์ ท่านตอบว่า
“อ๋อ จำได้ ตอนนั้นหลวงปู่ลงมาทางบันไดหน้ากุฏิ ที่พวกชมรมฯ นั่งคอยนั่นแหละ ผมเป็นคนช่วยประคองท่านร่วมกันคนอื่น เอาท่านขึ้นนั่งรถเข็น เข็นไปศาลาไม่ได้แอบหลบไปทางอื่นไหน”

ฟังดูแล้ว เป็นเรื่องของคนจำนวนมาก ทั้งฝ่ายชมรมฯ ก็มาก ฝ่ายหลวงปู่ก็มาก เมื่อคนมากแล้วจะไม่มีใครเห็นใคร ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะฝ่ายหลวงปู่ ซึ่งเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ระมัดระวังเพราะว่าท่านอาพาธ อาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ ว่าจะเล็ดลอดสายตาที่จ้องคอยอย่างนั้น

เกี่ยวกับเรื่องแปลก ๆ ของหลวงปู่นี้มีอยู่มาก ไม่ค่อยมีใครเผยแพร่เนื่องเพราะครั้งท่านยังมีชีวิตท่านไม่มีปฏิปทาในทางนี้ ไม่ชอบให้ใครในหมู่ลูกศิษย์เอาไปเขียน รวมทั้งผมท่านก็ไม่อนุญาตต่อเมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ผมจึงกล้าเขียน และจะเขียนไปเรื่อย ๆ เท่าที่จะนึกออก เพื่อเชิดชูคุณวิเศษที่ท่านมีอยู่มากมายจนประจักษ์แก่ใจแก่ตาตนเองมาตลอด

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:15 น.] #3329443 (4/8)
เคยได้ยินผู้ใหญ่ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่คำพันธ์มาแต่ก่อนเล่าให้ฟัง เมื่อรู้ว่า"พุทธวงศ์"เป็นศิษย์หลวงปู่สิมมาแต่เดิมอย่างน่าตื่นใจไม่น้อยว่า ครั้งหนึ่งที่หลวงปู่สิมกับหลวงปู่คำพันธ์พบกัน หลวงปู่สิมจะกราบหลวงปู่คำพันธ์ในฐานะเป็น"ศิษย์ของอาจารย์ของอาจารย์"(หลวงปู่เสาร์เป็นพระอาจารย์หลวงปู่มั่นอีกชั้นหนึ่ง) และหลวงปู่คำพันธ์ก็จะกราบหลวงปู่สิมในฐานที่มีพรรษาสูงกว่า นับเป็นอริยปฏิปทาที่งดงามน่าประทับใจอย่างหาใดเปรียบมิได้อย่างแท้จริง
หลวงปู่สิมก็เคยกล่าวยกย่องหลวงปู่คำพันธ์ด้วยเช่นกันว่า "หลวงปู่คำพันธ์ที่นครพนมน่ะ เก่งเรื่องธาตุน๊ะ..!!!!"

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:17 น.] #3329448 (5/8)


(N)


พระเครื่องรุ่นแรก ของวัดแก่งตอยจึงอุบัติขึ้น

มีพระเครื่องทั้งหมด 4พิมพ์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.รูปเหมือนเนื้อผงเกสรผสมว่าน ก้นอุดเกล็ดพญานาคกับเกล้านางนี ชนิดลอยองค์ จำนวนสร้างประมาณ356องค์

2.รูปเหมือนหลวงปู่เนื้อผงเกสรผสมว่าน เนื้อเดียวกับชนิดลอยองค์ พิมพ์สี่เหลี่ยม จำนวนสร้างพันกว่าองค์

3.รูปเหมือนเนื้อผงพิมพ์รูปไข่ จำนวนสร้าง1หมื่นองค์
4.พระสมเด็จเนื้อผง จำนวนสร้าง1หมื่นองค์

วันที่ 2เมษายน คือกำหนดพิธีพุทธาภิเษกพระทั้งหมด ซึ่งหลวงปู่คำพันธ์ได้ส่งอาจารย์อ๊อด (รังสรรค์ ธนะรัชต์) ผุ้มีศักดิ์เป็นหลาน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาจัดทำมณฑลพิธีให้ถูกต้อง
เสียดาย ที่ไม่ได้พบกับอาจารย์อ๊อด เพราะว่าท่านรักใคร่เมตตาผมดีอยู่

พอผมเข้าวัดแก่งตอยท่านก็เข้าเมืองสวนกันอยู่อย่างนี้
ถ้าพบกันก็ยังพอจะมีเรื่องคุยมาฝากผู้อ่านเพิ่มเติม
เพราะว่าท่านผู้นี้ก็มีอะไรพิเศษทางสัมผัสสิ่งลี้ลับอยู่พอสมควร
โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพวกเทพเทวดาหรือภูมิเจ้าที่ ท่านมักสัมผัสได้

หมายกำหนดการพิธีพุทธาภิเษกจะกระทำ กันตอนกลางคืนของคืนวันที่2(เมษายน) เสกกันยันสว่าง
หลวงปู่คำพันธ์จะมาในพิธีด้วย ซึ่งได้อาราธนาคณาจารย์มาร่วมพิธีอีกหลายรูป

ประมาณบ่าย3โมงกว่าๆของวันที่2 หลวงปู่คำพันธ์ก็มาถึงวัดแก่งตอย
ท่านมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการ
เพราะมีความจำเป็นต้องรับนิมนต์เจ้าคณะ จังหวัดนครพนมไว้
ไม่สามารถจะอยู่กระทำพิธีตามหมายเดิมได้

เมื่อมาถึงได้ตรวจดูมณฑลพิธีแล้วก็แสดงความพอใจว่าทำได้ถูกต้องดี
และได้ดูพระเครื่องทุกพิมพ์ที่พระเวทย์นำมาถวายท่านก่อนเข้าพิธี

หลวงปู่ได้สอบถามถึงการสร้างพระทุกพิมพ์ ท่านบอกว่า
พิมพ์สมเด็จกับรูปเหมือน รูปไข่ที่เห็นว่าไม่สวยนั้นก็ใช้ได้อยู่
และให้ความสนใจซักถามเกี่ยวกับรูปเหมือนลอยองค์กับรูปเหมือนพิมพ์สี่เหลี่ยม

ท่านพอใจที่มีการ เอาเกสรผึ้งมาสร้าง ซึ่งนับว่าแปลกดี
และยังได้แนะนำว่าต่อไปให้เอาเปลือกแคหอมผสมด้วย พระจะได้มีกลิ่นหอม

"รูปเหมือนนี้เอาอะไรอุดก้นไว้" หลวงปู่คำพันธ์แสดงความสนใจ

"เอาเกล็ดพญานาคกับเกล้านางนีอุดไว้ครับ" พระเวทย์กราบเรียน

"ทำไมจึงคิดเอาสองสิ่งนี้มาอุด"

"ผมอยากให้พระนี้ดี"

"ดีแล้ว" หลวงปู่กล่าวชมเชย และยังได้บอกอีกว่า

"พระชุดนี้มีอานุภาพอยู่ในตัวเอง หลวงปู่ไม่ต้องทำอะไรให้อีกก็ยังได้"

คำบอกกล่าวนี้ฟังไม่ออกว่าดีอยู่แล้วอย่างไร
จะดีเพราะอำนาจ ของเกล้านางนีกับเกล็ดพญานาค
หรือเพราะผงว่าน108 ที่หลวงปู่พรหมาเสกไว้ก่อนแล้วก็เป็นได้ทั้งสิ้น

หลวงปู่คำพันธ์ได้บอกต่อไปว่า
ท่านจำเป็นต้องรีบกลับนครพนม เพราะรับนิมนต์ที่เลี่ยงไม่ได้ จึงต้องเข้าทำพิธีปลุกเสกก่อนตามลำพัง องค์เดียวในเวลาบ่าย4โมงเย็น

ท่านบอกว่าฤกษ์พิธีวันนี้ไม่ดี ไม่เหมาะแก่การทำพิธีพุทธาภิเษกพระ
แต่ท่านได้แก้ไขให้ด้วยอุปโลกน์ฤกษ์ใหม่ให้เป็นฤกษ์วันที่3 ซึ่งดีกว่า

ท่านให้ความมั่นใจแก่พระเวทย์และทุกคนก่อนเข้าพิธีปลุกเสกว่า

"หลวงปู่มีเวลาทำน้อย แต่จะทำให้ดีท่สุด"

กล่าวแล้วท่านก็เข้าไปในมณฑลพิธี ทำพิธีปลุกเสกพระอยู่เพียงผู้เดียว ท่านเสกอยู่นาน1ชั่วโมง เต็ม(16:00-17:00น)

หลังเสกเสร็จแล้ว ท่านได้บอกว่า
พระทั้งหมดนี้ดีมาก แล้วแต่จะอธิษฐานไปทางไหน ภูมิเจ้าที่ของวัดก็เป็นภูมิที่มี อำนาจมาก ในคืนนี้ที่จะมีพิธีปลุกเสกตามกำหนดเดิมนั้น พระบางองค์จะนั่งปรกปลุกเสกไม่ได้

ท่านบอกแล้วก็กลับนครพนมไปทันที ทิ้งคำพูดปริศนาไว้ข้างหลัง

คืนนั้นคำพูดของหลวงปู่คำพันธ์ก็แสดงความจริง
พิธีพุทธาภิเษกเริ่มไปได้เล็กน้อย
พระคณาจารย์ทั้งหมดพา กันเลิกนั่งปรกแล้วนั่งสนทนากันทั้งมณฑลพิธี
มีเพียงพระอาจารย์กิ วัดสนามชัย อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลฯ เท่านั้นที่นั่งปรกได้ตลอดพิธีเพียงองค์เดียว

พระคณาจารย์เหล่านั้นได้บอกพระเวทย์ว่า
ที่พากันนั่งคุยกันนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่เต็มใจนั่งปรกให้
แต่นั่งแล้วมัน ร้อนจนนั่งไม่ได้ อยากรู้ว่าพระเวทย์เอาอะไรมาเสก
ซึ่งพระเวทย์ก็ได้ บอกว่าเป็นเกสรผึ้ง108
ทุกท่านก็บอกว่าไม่น่าเป็นไปได้
ต้องมีอะไรบางอย่างลึกซึ้งกว่านั้น

นี่เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดเท่า ที่เคยเห็นมา
ซึ่งผมก็อยากจะหาคำอธิบายว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ แต่จนปัญญา หาไม่ได้ นอกจากจะคิดเดาไปเรื่อยเปื่อย ซึ่งใครๆก็เดาเอาเองได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม พระชุดนี้นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง มีของแปลกๆ เป็นมวลสาร และยังมีเหตุ ต่อเนื่องไปถึงขนาดพระคณาจารย์นั่งปรกไม่ได้
เป็นพระดีที่ด้องบอกกัน

ขอขอบคุณ http://www.ampoljane.com/index.php?option=com_content&view=article&id=200:q-q&catid=41:2009-01

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [ส. 17 พ.ค. 2557 - 19:17 น.] #3329450 (6/8)


(N)


สมเด็จรุ่นตำหมาก

โดยคุณ vayuwech (222)(2)   [ส. 17 พ.ค. 2557 - 22:51 น.] #3329736 (7/8)

โดยคุณ sugpra (120)  [พ. 21 พ.ค. 2557 - 14:30 น.] #3332994 (8/8)



!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1