ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : สมเด็จกิ่งไผ่ หลวงปุ่พูล วัดไผ่ล้อม



(N)


หลวงพ่อพูลเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ด้วยความสมถะท่านจะนิ่ง พูดน้อย จนได้รับสมญา “พระจริงต้องนิ่งใบ้” เป็นสัญลักษณ์แห่งเมตตามหานิยม ที่ชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงนับถือเลื่อมใส เป็นหนึ่งในพระครูสี่ทิศผู้พิทักษ์องค์พระปฐมเจดีย์ ในสมณศักดิ์ “พระครูปุริมานุรักษ์” (ประจำทิศตะวันออก) ร่วมกับ พระครูทักษิณานุกิจ (ประจำทิศใต้) คือ หลวงพ่อเสงี่ยม วัดห้วยจระเข้, พระครูปัจฉิมทิศบริหาร (ประจำทิศตะวันตก) คือ หลวงพ่อชิด วัดม่วงตารส และพระครูอุตรการบดี (ประจำทิศเหนือ) คือ หลวงพ่อศรีสุข วัดปฐมเจดีย์ฯ

ท่านมีนามเดิมว่า พูล ปิ่นทอง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2455 ตรงกับปีชวด ร.ศ.131 เป็นปีที่ 3 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 6 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน บิดาชื่อ นายจู มารดาชื่อ นางสำเนียง วัยเด็กเป็นผู้มีจิตใจเมตตาโอบอ้อมอารี จริงใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อทั้งเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ชอบช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ต้องรอให้ร้องขอ และอุปนิสัยที่เด่นชัดที่สุด คือ เป็นคนเงียบๆ พูดน้อย โดยเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม ด้วยความอุตสาหะขยันหมั่นเพียร จึงสามารถอ่านออกเขียนได้


แตกฉานกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน

เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปี พ.ศ.2471 ก็ไม่ได้ศึกษาต่อเพราะต้องออกมาช่วยงานทางบ้าน แต่เพราะเป็นคนสนใจใฝ่รู้ จึงได้ฝึกการอ่านและเขียนอักขระขอม และวิชาแพทย์แผนโบราณจนมีความเชี่ยวชาญ จากปู่แย้ม ปิ่นทอง (ผู้เป็นปู่แท้ๆ) ฆราวาสผู้มีภูมิรู้ในเรื่องไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และการแพทย์แผนโบราณ กระทั่งเติบใหญ่วัยหนุ่มฉกรรจ์ ได้ฝึกฝนและศึกษาศิลปะแม่ไม้มวยไทย จนมีความชำนาญและเป็นนักมวยฝีมือดีคนหนึ่ง เมื่อว่างจากซ้อมเชิงมวย และว่างจากทำไร่ไถนา ก็จะไปหัดเล่นลิเกกับครูจันทร์ คณะแสงทอง แต่ใจไม่รักลิเก ฝึกได้ระยะหนึ่งก็เบื่อ
กระทั่งอายุครบเกณฑ์ได้เข้ารับราชการเป็นทหาร สังกัดทหารม้ารักษาพระองค์ เมื่อปี พ.ศ.2477 (กองบัญชาการเดิมอยู่ที่สะพานมัฆวาน กรุงเทพฯ ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7) หลังครบกำหนด 1 ปี 6 เดือนจึงปลดประจำการ โดยได้รับยศเป็นนายสิบตรี มีเงินเดือนขณะนั้นเดือนละ 2 บาท สร้างความภูมิใจให้ท่านเป็นอย่างมาก

หลังปลดประจำการแล้ว ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2480 ณ พัทธสีมาวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม โดยมีพระครูอุตรการบดี (หลวงปู่สุข ปทุมสุวณฺโณ) เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม เจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดมณี เจ้าอาวาสวัดพระงาม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ปุ่น เจ้าอาวาสวัดลาดปลาเค้า อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อตฺตรกฺโข” จากนั้นได้พำนักอยู่ที่วัดพระงาม ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยด้วยความพากเพียร จนสอบไล่ได้นักธรรมตรี เมื่อ ปีพ.ศ.2482 โดยมีโอกาสฝากตัวเป็นศิษย์พระเถระชื่อดังหลายรูปด้วยกัน อาทิ หลวงพ่อพร้อม, หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้, หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ฯลฯ
ในระหว่างนี้ท่านได้ให้ความสนใจการศึกษาด้านการเจริญสมาธิจิต ฝึกฝนวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กับการศึกษาวิชาจากคัมภีร์ต่างๆ อย่างคร่ำเคร่ง โดยฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อพร้อม พระเถระชื่อดังแห่งวัดพระงาม พระเกจิอาจารย์ยุคสงครามอินโดจีน ผู้ทรงคุณในด้านการสร้างพระปิดตาเนื้อทอง ด้วยพื้นฐานวิชาคาถาอาคมซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากปู่แย้ม ตั้งแต่สมัยเยาว์วัย จึงทำให้ท่านสามารถเจริญพุทธาคมได้รุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ในปี พ.ศ.2486 วัดไผ่ล้อมขาดผู้ปกครองวัด เนื่องจากเจ้าอาวาสแต่ละรูปไม่อยู่ในศีลในธรรมแห่งเพศบรรพชิต อยู่ปกครองวัดได้ไม่นานก็ต้องลาสิกขาไป สร้างความเอือมระอาจนชาวบ้านหมดศรัทธาไม่ใส่บาตรทำบุญ ทำให้กลายสภาพเป็นวัดร้าง สมัยนั้นวัดไผ่ล้อมมีสภาพเป็นเพียงวัดเก่ารกร้าง เดิมทีเป็นป่าไผ่ ซึ่งชาวมอญ ที่รัชกาลที่ 4 เกณฑ์เป็นแรงงานบูรณะองค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เป็นที่พัก บรรยากาศของวัดร่มรื่นเหมาะแก่สมณะปฏิบัติธรรม ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจึงพากันไปนมัสการหลวงพ่อพูล ให้ย้ายมาประจำพรรษาอยู่ที่วัดไผ่ล้อม เพื่อกอบกู้วัดพลิกฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง โดยเข้ารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2492
สมัยท่านรักษาการเจ้าอาวาส ได้ปรึกษากับพระเถระผู้ใหญ่และญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา ดำเนินการสร้างอุโบสถ โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ.2490 กระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นอุโบสถหลังแรก ในปี พ.ศ.2492 หลังจากนั้นท่านก็พัฒนาวัดต่อไป บุกเบิกถางป่าไผ่ จนได้สร้างศาลาการเปรียญในปี พ.ศ.2535 จากนั้นวัดไผ่ล้อมมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตามลำดับ มีโบสถ์มีศาลาการเปรียญ ตามมาด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรม ญาติโยมหลั่งไหลเข้ามาทำบุญ บำเพ็ญศีลสมาธิ และศึกษาปฏิบัติธรรม จำนวนพระภิกษุสามเณรเข้ามาจำพรรษาก็มากขึ้น
ต้นปี พ.ศ.2539 อุโบสถหลังเก่าเริ่มทรุดโทรมมาก ประกอบกับน้ำก็ท่วมบ่อยๆ จึงได้สร้างอุโบสถเฉลิมพระเกียรติหลังใหม่ ปลายปีก็สร้างศาลากลางน้ำ ศาลากลางน้ำเป็นบ่อน้ำ ญาติโยมใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ท่านเลยปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ต่อมาดำเนินการสร้างฌาปนสถานไร้มลพิษ พร้อมศาลาอเนกประสงค์ไว้ใช้ในพิธีต่างๆ ในวัด ซึ่งดำเนินการรุดหน้าไปมาก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้อุปถัมภ์สร้างโรงเรียนวัดไผ่ล้อม (พูลประชาอุปถัมภ์) เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับเยาวชนด้วย
วัตรปฏิบัติอย่างหนึ่งที่ศิษยานุศิษย์ได้สัมผัสหลวงพ่อพูล มากว่าครึ่งศตวรรษ คือท่านเป็นพระสงฆ์ที่ไม่สะสมกิเลส ไม่สนใจชื่อเสียงเงินทอง และลาภยศสรรเสริญ จตุปัจจัยไทยทานที่สาธุชนบริจาคมา ท่านไม่เคยสะสม มีเท่าไหร่ก็นำไปบริจาคสร้างวัตถุสร้างความเจริญไว้แก่วัด จนเกิดความเจริญรุ่งเรือง แลดูสวยงามสบายตา เหมาะสมที่จะเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา นอกจากนี้ยังขจรขจายไปถึงชุมชนรอบๆ วัด ทั้งสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ เรียกว่าใครที่มาขอให้ท่านช่วย หลวงพ่อไม่เคยขัด รวมทั้งกิจนิมนต์ต่างๆ ไม่ว่าใกล้-ไกลท่านก็เมตตาไปให้ แม้สุขภาพร่างกายจะไม่ค่อยเอื้ออำนวยนักก็ตาม

ด้วยคุณงามความดีที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 72 พรรษา ในวันที่ 12 ส.ค. พ.ศ.2547 พระครูปุริมานุรักษ์ (หลวงพ่อพูล อตฺตรกฺโข) วัดไผ่ล้อม ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระมงคลสิทธิการ” ในฐานะพระสงฆ์ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระศาสนาและประเทศชาติเป็นกรณีพิเศษ



บั้นปลายชีวิตแม้อายุขัยเพิ่มมากขึ้น แต่หลวงพ่อพูลไม่เคยว่างเว้นการปฏิบัติศาสนกิจ กลางวันจะฝึกสมาธิ ภาวนาจิต แผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง เวลาเช้าจรดบ่าย จะแบ่งเวลาให้ญาติโยมที่มาหาได้พูดคุยปรับทุกข์ สนทนาข้อธรรมะ รวมทั้งการรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน จนสังขารล่วงโรยมีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยครั้ง ต้องวนเวียนเข้าออกแต่โรงพยาบาล เพื่อตรวจเช็คร่างกายอยู่เป็นนิจ แต่ไม่มีใครได้ยินท่านบ่นว่าเหนื่อยล้าสักคำ

วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2547 ท่านได้ล้มป่วยลงอีกครั้ง คณะศิษย์ได้นำท่านเข้าตรวจเช็คร่างกาย ณ โรงพยาบาลนครปฐม คณะแพทย์ได้ลงความเห็นว่าท่านควรพักรักษาตัวที่ตึกสงฆ์ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์ได้จัดพิธีฉลองสมณศักดิ์พัดยศ “พระมงคลสิทธิการ” ถวายหลวงพ่อ ณ วัดไผ่ล้อม ซึ่งขณะนั้นอาการของท่านยังไม่ดีขึ้น ศิษยานุศิษย์จึงได้พาไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าท่านมีอาการลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด ต่อมาวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2548 ได้ย้ายท่านไปยังโรงพยาบาลสมิติเวช กรุงเทพฯ ซึ่งขณะนั้นท่านยังมีอาการระบบลิ้นหัวใจรั่ว และน้ำท่วมปอด ต้องเข้ารักษาตัวในห้องไอซียู และทำการฟอกไต เพื่อให้ระบบต่างๆกลับมาดังเดิม

กว่า 4 เดือนที่หลวงพ่อต้องนอนอยู่บนเตียงคนป่วย โดยไม่มีวี่แววว่าอาการจะดีขึ้น คณะศิษยานุศิษย์ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งจะเกิดปาฏิหาริย์ให้หลวงพ่อหายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วย แต่รอแล้วรอเล่าทุกคนแทบหมดกำลังใจ กระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2548 ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น เมื่อจู่ๆอาการของท่านกลับกระเตื้องขึ้น จนแพทย์อนุญาตให้กลับวัดได้ ต่อมาในวันที่ 17 พฤษภาคม ท่านได้ร่วมประกอบพิธีพุทธาภิเษกพระขุนแผน-กุมารทอง ซึ่งถือว่าเป็นรุ่นสุดท้าย โดยทางวัดได้จัดสร้างห้องผู้ป่วยไอซียู พร้อมอุปกรณ์ทางการแพทย์ทันสมัยไว้ในกุฏิของท่านเป็นการเฉพาะ โดยทางคณะศิษยานุศิษย์ได้โยงสายสิญจน์จากปะรำพิธีที่อยู่กลางแจ้งหน้าอุโบสถ ไปยังกุฎิของหลวงพ่อ และให้ท่านถือไว้จนเสร็จพิธี
กระทั่งวันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม เวลา 6 โมงเช้า ก่อนหน้าพิธีไว้ครูบูรพาจารย์ 1 วัน ท่านเกิดอาการหน้ามืดและขับถ่ายเป็นมูกเลือด อาการได้ทรุดลงอีกครั้ง จนต้องรีบนำท่านส่งโรงพยาบาลสมิติเวช แพทย์ตรวจพบว่าท่านเกิดอาการติดเชื้อในกระเพาะอาหาร มีเลือดออกอย่างมาก และไม่สามารถผ่าตัดได้ รุ่งขึ้นวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ในขณะที่ศิษยานุศิษย์หลั่งไหลมาร่วมงานไหว้ครูบูรพาจารย์ประจำปี หลวงพ่อพูลได้กำหนดจิตเจริญสมาธิภาวนา สวดมนต์อยู่บนเตียงผู้ป่วยอย่างเงียบๆ โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ ให้เห็น จนกระทั่งเวลา 14.55 น. หลวงพ่อพูลก็ละสังขารไปด้วยอาการสงบในวัย 93 ปี 68 พรรษา ปิดฉากชีวิต “พระจริง..นิ่งใบ้” ได้อย่างงดงาม

กล่าวสำหรับพระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อพูล ท่านสร้างไว้หลายแบบพิมพ์และหลายปีด้วยกัน โดยเฉพาะพระเครื่องยุคต้นๆปัจจุบันเริ่มหายากและมีราคาเช่าหาสูง เช่น เหรียญเสมารุ่นแรก (พระอธิการพูน) ปี 2493 , พระกริ่งไผ่ล้อม ปี 2512,พระสมเด็จใบไผ่ เนื้อผงรุ่นแรก ปี2512, กริ่งหนุมานรุ่นแรก ปี2513,พระพิมพ์ขุนแผน ปี2500, รูปหล่อรุ่นแรก ปี2536,กุมารทอง

โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [พ. 10 ธ.ค. 2557 - 15:59 น.]



โดยคุณ ปฐมกรรมฐาน (231)  [พ. 10 ธ.ค. 2557 - 19:39 น.] #3544744 (1/3)
ที่มา/หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โจรเมืองกรุงอาละวาดหนัก ดักจี้-ปล้นชาวบ้านเป็นว่าเล่น ล่าสุดหนุ่ม จยย.รับจ้าง หลงกลคนร้ายที่ทำทีถามทางจอดรถคุยด้วย โจรเเสบสบโอกาสชักทูตมรณะออกมาจ่อเอว ขู่ขัดขืนมีสิทธิ์ตาย เหยื่อไม่กล้าหือได้ใจล้วงเงินในกระเป๋าไปเกลี้ยง โลภมากอยากได้รถมอเตอร์ไซด์อีก เเต่ผู้เสียหายไม่ยอมฮึดสู้ โจรอ่อนหัดเลยกระหน่ำยิงระยะเผาขนเข้าที่หน้าอก เหยื่อล้มคว่ำทั้งยืน ##วายร้ายถึงกับช็อกหน้าซีดเผือด เมื่อเห็นเป้าหมายลุกขึ้นยืนไม่เป็นอะไร โกยหน้าตั้งวิ่งหนีเข้าป่า เจ้าตัวเชื่อปาฏิหาริย์รอดตายมาได้เพราะห้อยเหรียญหลวงพ่อพูล

จยย.รับจ้างดวงเเข็งถูกโจรเมืองกรุงดักจี้ชิงทรัพย์ ขัดขืนถูกจ่อยิงเต็ม ๆ เเต่เหยื่อกลับไม่เป็นอะไร เกิดขึ้นเมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 3 ส.ค. พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ รอง ผกก.ป.สน. ทุ่งสองห้อง รับแจ้งเหตุคนร้ายชิงทรัพย์แล้วยิงเหยื่อได้รับบาดเจ็บ บริเวณหน้าโรงงานทีเอสทรังกิ้ง จำกัด ภายในซอยแจ้งวัฒนะ 12 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ ไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ต. ชโลธร วัฒนะโชติ สวป. เเละเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ที่เกิดเหตุพบร่างของนายวัชระ ดวงสุริยะเนตร อายุ 22 ปี จยย.รับจ้างวินหน้าห้างบิ๊กซี สาขาแจ้งวัฒนะ นอนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอยู่กลางถนนมีบาดเเผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองเข้าที่ใต้ราวนมขวา 1 นัด บาดแผลไม่ลึกมาก หน้าอกยังมีรอยเขียวช้ำเจ้าหน้าที่รีบนำส่งรพ.ชลประทาน

นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุพบรถ จยย. ฮอนด้า สีน้ำเงิน ทะเบียน กนบ 724 มหาสารคาม ของคนเจ็บล้มคว่ำอยู่ ห่างไปเล็กน้อยยังมีรถ จยย. ยามาฮ่า สีแดงดำ ทะเบียน มจธ 408 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของคนร้ายล้มคว่ำขวางถนนอยู่หนึ่งคัน และมีอาวุธปืนลูกซองไทย ประดิษฐ์ตกอยู่ที่พื้นอีก 1 กระบอก พร้อมปลอกกระสุน 1 ปลอก เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน สำหรับอาการคนเจ็บเบื้องต้นแพทย์ได้ล้างเเผลเเละเย็บให้ 4 เข็ม จากนั้นก็อนุญาตให้กลับบ้านได้

จากการสอบสวนนายวัชระให้การด้วยน้ำเสียงที่ยังไม่หายตื่นเต้นว่า ก่อนเกิดเหตุขณะกำลังขี่รถ จยย.กลับบ้าน มาถึงจุดเกิดเหตุ จู่ ๆ มีคนร้ายเป็นวัยรุ่นชาย 2 คน ขี่รถ จยย. ซ้อนท้ายวิ่งตามประกบมา จากนั้นหนึ่งในคนร้ายได้บอกให้ตนจอดรถอ้างว่าหลงจะถามทาง ทันทีที่ตนหลงกลจอดรถ คนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายก็เดินตรงเข้ามาพร้อมกับชักอาวุธปืนออกมาจี้ที่เอวตะคอกว่า "อย่าขัดขืนถ้าไม่อยากตาย" ก่อนจะล้วงเงินในกระเป๋าจำนวน 5,000 บาทไป หลังจากได้เงินไปเเล้วคนร้ายยังไม่พอใจบอกให้ลงจากรถจะเอารถ จยย. ตนไปด้วย

เหยื่อโจรเมืองกรุง กล่าวต่ออีกว่า ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าคนร้ายอยากได้เงินก็เอาไปเลย เเต่รถ จยย.ตนต้องใช้ทำมาหากิน ตนจึงไม่ยอมพร้อมกับขัดขืนต่อสู้กับคนร้าย ทันทีนั้นเองคนร้ายได้ยิงตนชนิดจ่อเผาขน 1 นัด กระสุนพุ่งเข้าที่ราวนมขวาจนตนล้มทั้งยืน รู้สึกเจ็บเเละชาตรงจุดที่ถูกยิง เเต่เมื่อก้มดูกลับไม่เป็นอะไรมาก ใจตอนนั้นคิดว่าหลวงพ่อพูลที่ตนห้อยคออยู่ 3 องค์ คงจะช่วยให้เเคล้วคลาด จึงฮึกเหิมรีบลุกขึ้นมาพร้อมจะลุยกับคนร้ายอีกครั้ง เเต่ก็ไม่ลืมร้องตะโกนเรียกชาวบ้านให้ออกมาช่วย ทำเอาคนร้ายกลัวจนหน้าถอดสีก่อนจะทิ้งรถเเละปืนวิ่งหนีเข้าไปในป่ากก คาดว่าคนร้ายคงเเปลกใจว่าจ่อยิงระยะเผาขนเต็ม ๆ เเต่ตนกลับไม่เป็นอะไรมาก

อย่างไรก็ตามหลังรับเเจ้งเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังปิดล้อมพื้นที่นานกว่า 2 ชั่วโมง แต่ยังไม่มีวี่เเววพบตัวคนร้ายเเต่อย่างใด เจอเพียงเสื้อแจ๊กเกตสีดำกับรองเท้า 1 คู่ โดยภายในเสื้อพบบัตรประชาชนระบุชื่อนายโบล (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งจะได้เร่งติดตามเจ้าของบัตรมาสอบปากคำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ หากมีส่วนเกี่ยวข้องจะได้เเจ้งข้อหาดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่นายวัชระเล่าวินาทีเฉียดตาย ได้โชว์สร้อยคอที่เเขวนพระเหรียญหลวงพ่อพูลให้ผู้สื่อข่าวดูตลอดเวลา พร้อมกับพนมมือไหว้ ทั้งนี้นายวัชระเชื่อว่าที่รอดตายมาได้เพราะห้อยเหรียญหลวงพ่อพูล ที่เจ้าตัวนับถือเคารพบูชา ได้แก่ พระขุนแผน-กุมารทอง, เหรียญรูปสิงห์ และหนุมาน

โดยคุณ juraiwan (762)  [ศ. 12 ธ.ค. 2557 - 16:39 น.] #3546051 (2/3)

โดยคุณ หนึ่งอ่าวทอง (155)  [พ. 17 ธ.ค. 2557 - 17:45 น.] #3548660 (3/3)

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1