ร่วมเสนอความคิดเห็น

หัวข้อกระทู้ : กองพลเสือดำ



(D)


ศิษย์เอกครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย
หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก พระอริยะเจ้า แห่งหริภุญชัย

หลังจากที่ติดตามเสาะหาข้อมูลต่างๆ ของศิษย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัย ในคราวก่อนเป็นเรื่องของครูบาคำอ้าย วัดศรีบุญเรือง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ก็ยังหาวัตถุมงคลของท่านมาให้ชมได้ยังไม่ครบถ้วน ก็ต้องพยายามหาต่อไปเรื่อยๆ แล้วในระหว่างหาวัตถุมงคลของครูบาคำอ้าย ก็ไม่อยากที่จะพลาดโอกาสในการหาวัตถุมงคลของศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยองค์อื่นๆ ด้วย และที่พลาดไม่ได้เลยต้องเป็นศิษย์เอกที่ใกล้ชิดที่สุดโดยเฉพาะ “ครูบาชุ่ม โพธิโก” วัดชัยมงคล (วัดวังมุย) ก็พบเจอพอสมควร ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ มีทั้งเหรียญปละพระเนื้อผง จนถึงช่วงสุดท้ายในปี พ.ศ.๒๕๑๙
ด้วยความโชคดีก็ว่าได้ ที่ได้พบวัตถุมงคลของท่านหลายรายการอยู่ ไม่วาจะเป็นเหรียญแบบต่างๆ พระเนื้อผงหลายพิมพ์ พร้อมทั้งยันต์ตะกรุดเสื้อ ดังตำนานอันลือลั่นของกองพลเสือดำในสงครามเวียดนาม ช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๗ กองพลเสือดำนี้รู้ถึงบารมีอิทธิพุทธาคมของหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก กันเป็นอย่างดี ด้วยพลังแห่งฌานสมบัติที่แก่กล้า และพลังแห่งเมตตาจิต รวมทั้งสรรพวิชาที่ท่านได้เพียรศึกษาสั่งสมตามคติครูบาอาจารย์ ทำให้กิตติศัพท์ความเก่งกล้าทางด้านพุทธาคมของหลวงปู่ชุ่ม เป็นที่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชนยิ่งนักในด้านคงกระพัน มหาอุด แคล้วคลาด
ชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงปู่ชุ่มยิ่งขจรไกล ความเลื่องลือถึงวัตถุมงคลของท่านก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย บางครั้งผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้นและนำมาให้ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องเนื้อโลหะและเนื้อผง เมื่อผู้เลื่อมใสศรัทธานำไปพกพาติดตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว ต่างประสพเหตุการณ์ มีอภินิหารต่างๆ นานา ทั้งในด้านเมตตามหานิยม มหาอุด แคล้วคลาด คงกระพัน ส่งผลให้ชาวจังหวัดลำพูนและจังหวัดใกล้เคียงในยุคนั้น ต่างก็แวะเวียนมากราบนมัสการท่าน เพื่อขอของดีกันไม่ขายสาย วัตถุมงคลของท่านในยุคเริ่มแรกจะเป็น ผ้ายันต์ ยันต์ตะกรุดเสื้อ(กองพลเสือดำ) ตะกรุดยันต์หนังควายตายพราย ยันต์หนีบ ตะกรุดปรอท ล็อกเกตรูปถ่ายแบบต่างๆ ของท่าน และพระผงที่จัดสร้างเพื่อนำไปบรรจุตามพระเจดีย์ต่างๆ ที่ท่านไปนั่งหนักเป็นประธานในการสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ไว้นั่นเอง
คราวนี้ขอย้อนอดีตครูบาชุ่ม โพธิโก นามเดิมว่า “ชุ่ม ปลาวิน” ถือกำเนิดเมื่อวันอังคารที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๔๒ วันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ เหนือ ปีกุน ณ บ้านวังมุย จ.ลำพูน บิดาชื่อ “นายมูล ปลาวิน” มารดาชื่อ “นางลุน ปลาวิน” มีพี่น้องสืบสายโลหิตเดียวกัน ๖ คน เป็นหญิง ๓ ชาย ๓ คน ครูบาชุ่ม เป็นบุญคนที่ ๔ เมื่อครั้นวัยเด็กก็ช่วยเหลืองานบ้านตามสมควร จนเติบโตพอที่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนก็ได้ไปเรียนการอ่าน เขียนหนังสือเบื้องต้นกับเจ้าอาวาสวัดศรีสองเมือง(วัดห่าง) พร้อมทั้งเรียนวิชาการอ่านบทสวดมนต์และธรรมะเบื้องต้นจากท่านเจ้าอาวาส จนสามารถอ่านและสวดมนต์ได้อย่างคล่องแคล่ว เริ่มมีใจรักเคารพในสมณะเพศมากขึ้นทุกวัน เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมีครูบาอินตา วัดพระธาตุขาว เป็นพระอุปัชฌาย์ สามเณรชุ่มได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆ จากอุปัชฌาย์จนหมดสิ้นแล้ ว จึงไปศึกษาเพิ่มเติมด้านปริยัติธรรมที่วัดพระขาว วัดพระสิงห์และวัดเจดีย์หลวง เรื่อยมาจนอายุครบ ๒๐ ปี จึงเดินทางกลับมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่บ้านวังมุย โดยมีครูบาอินตา(ครูบาปัญโญ) วัดพระขาว เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หมื่น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์หลวงอ้าย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “โพธิโก” เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านก็ศึกษาเล่าเรียนไปปฏิบัติไปตามแนวพระกรรมฐาน ๔๐ ศึกษาทางด้านพระเวทย์ เลขยันต์ คาถาอาคมต่างๆ รวมทั้งตำราพิชัยสงคราม จนพระผู้ใหญ่หลายท่านรักใคร่มอบหมายงานให้ดูแล ท่านก็ดูแลจนเรียบร้อย จนเจ้าคณะจังหวัดจะแต่งตั้งชั้นยศและขอเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นพระครูให้ แต่ท่านปฎิเสธไม่ขอรับสมณศักดิ์นั้น
ตั้งแต่แรกบวช ท่านได้พากเพียรฝึกกาย ฝึกสมาธิจิตตามแนวทางสายเอกของพระพุทธศาสนา แล้วยังออกเดินทางแสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์เอาเยี่ยงอย่างภูมิธรรมชั้นเลิศจากคณาจารย์หลายท่านคือ
• ครูบาอริยะ ที่วัดท้าวบุญเรือง ต.หนองหอย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ศึกษาศาสตราสนธิทั้งแปดมรรค แปดบท อันเป็นอรรถคาถา บาลีมูลกัจจายน์ จนจบ สามารถแปลและผูกพระคาถาต่างๆ ได้
• พระครูบาศรีวิชัย วัดร้องแหย่ง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นพระอาจารย์ พระปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น
• ครูบาศรีวิชัย ตนบุญแห่งล้านนา ในขณะที่อยู่วัดร้องแหย่งนี้เป็นเวลา ๒ พรรษา ท่านก็ได้พบกับครูบาเจ้าศรีวิชัย(ครูบาศีลธรรม) แห่งวัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน เนื่องเพราะครูบาเจ้าศรีวิชัยแห่งวัดบ้านปางได้มาเยี่ยมเยียนสักการะท่านครูบาศรีวิชัยแห่งวัดร้องแหย่งด้วยความเคารพนับถืออยู่เสมอ ครูบาชุ่มจึงได้รู้จักมักคุ้นกับท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา และในเวลาต่อมาปรากฏว่าทั้งคู่เป็นศิษย์-อาจารย์ที่มีความผูกพันกันอย่างยิ่ง
• ครูบาแสน วัดหนองหมู อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดทางด้านวิปัสสนากรรมฐานอีกรูปหนึ่ง ครูบาชุ่มได้อยู่ศึกษากับครูบาแสน จนได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกแขนง
• ครูบาก๋ำ วัดน้ำโจ้ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นผู้สอนอักขระล้านนาให้ครูบาชุ่ม
• ครูบาพรหมา วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ท่านอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ต่างองค์ต่างก็นับถือและแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ สรรพวิชาต่างๆ กันและกันเสมอ

นอกจากนี้แล้ว ท่านครูบาชุ่ม ยังได้ไปศึกษาเพิ่มเติมที่วัดห้วยโท้ง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่, วัดน้ำบ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ อีกด้วย ครั้นเมื่อเจ้าอาวาสวัดวังมุยเก่ามรณภาพลง ชาวบ้านจึงมาอาราธนาท่านให้กลับไปเป็นเจ้าอาวาสปกครองดูแลวัดต่อไป ครูบาชุ่ม โพธิโก องค์นี้นี่แหละที่ได้เป็นศิษย์ใกล้ชิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย ศิษย์ที่ได้รับการไว้วางใจที่สุด เป็นผู้ได้รับมอบไม้เท้าและพัดหางนกยูงจากครูบาเจ้าศรีวิชัย และโดยท่านครูบาชุ่มก็ได้ดำเนินการต่างๆ ตามท่านครูบาศรีวิชัยทุกประการ ท่านมีสหธรรมิกหลายองค์คือ ครูบาวงษ์ หลวงปู่บุญทืม หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร หลวงปู่ธรรมชัย หลวงปู่สิม หลวงปู่บุดดา ถาวโร รวมถึงหลวงพ่อฤาษีลิงดำซึ่งมิได้เคยพบประกันมาก่อนเลยแต่ก็สามารถแนะนำให้ลูกศิษย์ไปกราบไหว้ได้เป็นการล่วงหน้าเสียแล้ว ก่อนที่กายเนื้อจะมาพบกันเสียอีก และนี่เองที่ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ รู้จักและนับถือครูบาชุ่ม โพธิโก เป็นอย่างมาก จะด้วยบุญญาบารมีหรืออย่างไรก็แล้วแต่มิสามารถอธิบายให้กระจ่างชัดเจนได้

ครานี้กลับไปเริ่มใหม่กันที่วัตถุมงคลของครูบาชุ่มที่ผู้คนก็ต้องการมีไว้ครอบครองกันทั้งนั้น ที่ท่านก็ปฏิเสธที่จะจัดสร้างเหรียญมาโดยตลอดว่า “ยังมิถึงเวลา” จนกระทั่ง พ.ศ.๒๕๑๗ หลวงปู่มีวัย ๗๖ ปี ในที่สุดก็อนุญาตให้ศิษย์ท่านหนึ่งชื่อ ครูทองใบ สายพรหมา ตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา เชียงใหม่ หรือในปัจจุบันคือ หลวงพ่อทองใบ โชติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพรหมวนาราม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านได้ผูกยันต์ลงอักขระตามพระสูตรให้อย่างครบถ้วนดังปรากฏด้านหลังเหรียญรุ่นนี้ จัดทำพิธีสมโภช ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๑๗ เช้าวัน ๖ ธันวาคม ๒๕๑๗ สวดเบิกพระเนตรและมงคลสูตรต่างๆ พระในรุ่นนี้มีชื่อเป็นมงคลดีนักแล “หมดห่วง” ซึ่งพอจะนำมาแสดงให้ชมได้บ้างบางส่วนเท่าที่หามาได้

ยันต์ตะกรุดเสื้อ
เมื่อสงคราวโลกครั้งที่ ๒ สงบลง ก็ถึงคราที่เกิดสงครามเวียดนามขึ้น ราวปี พ.ศ.๒๕๐๗ รัฐบาลเวียดนามใต้(โฮจิมินห์) ขอความช่วยเหลือทางการทหารและทางเศรษฐกิจจากฝ่ายประเทศเสรี ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนามใต้สู้รบกับเวียดนามเหนือ(ฮานอย) เร่มตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ โดยส่งกำลังพลไปเป็นช่วงๆ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ได้ส่งกำลังเพิ่มเติมในรูปกองพลอาสาสมัคร ฉายานามว่า “กองพลเสือดำ” เข้าทำการสู้รบ จำนวน ๓ พลัดๆ ละ ๑ ปี เหล่าทหารกองพลเสือดำรุ่นที่ ๑ และ ๒ จำนวนหลายสิบนาย ได้มากราบนมัสการหลวงปู่ชุ่ม เพื่อขอวัตถุมงคลไว้เป็นสิริมงคล ปกป้องคุ้มภัย หลวงปู่ได้มอบ “ยันต์ตะกรุดเสื้อ”ให้ทหารทุกนาย ปรากฏว่า ทหารหน่วยกองพลเสือดำที่มียันต์ตะกรุดเสื้อต่างรอดพ้นจากภยันตรายกลับมาบ้านพร้อมกันทุกนาย หลังจากนั้นมา ทหารรุ่นต่อไปที่จะออกไปรบ หลวงปู่ชุ่มจะได้รับการนิมนต์ให้ไปเป็นประธานประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่บริเวณชานชาลาสถานีรถไฟเชียงใหม่ทุกครั้ง แล้วมีเรื่องเล่ากันว่ามีสามเณรองค์หนึ่งสนใจทางด้านคาถาอาคม รู้ว่าหลวงปู่ชุ่มเก่งกล้าทางด้านนี้ จึงได้เพียรพยายามมาให้ครูบาชุ่มทำตะกรุดให้ ครูบาชุ่มเห็นเณรยังเยาว์วัยจึงผัดผ่อนไปเรื่อยมา จนหลวงปู่ทนการรบเร้าอ้อนวอนหลายครั้งหลายหนไม่ได้ จึงได้จัดสร้างตะกรุดเสื้อให้ไปหนึ่งชุด ยันต์ตะกรุดเสือชุดนี้นี่แหละที่เป็นต้นตำนานของ “เสือวงศ์” ผู้เป็นน้าชายของสามเณร
ตะกรุดยันต์หนังลูกควายตายพราย
เป็นตะกรุดพิเศษดอกเดียวที่มีชื่อเสียงทั่วภาคเหนือในสมัยเมื่อ ๓๖ ปีที่ผ่านมา เฉพาะสำหรับผู้ต้องการแสวงหาวัตถุมงคลไว้ป้องกันตัว หลวงปู่ชุ่มได้รับการถ่ายทอดวิชานี้มาจาก ท่านมหาเมธังกร จังหวัดแพร่ ที่ถ่ายทอดวิชาทำตะกรุดหนังให้จนหมดสิ้น โดยหลวงปู่ใช้เวลาศึกษาอยู่ ๒ พรรษา ตะกรุดนี้ได้รับการยืนยันถึงประสบการณ์ต่างๆ ผู้คนจึงแห่มาขอจากหลวงปู่ ท่านก็เมตตาสงเคราะห์แก่ญาติโยม ลูกศิษย์ปละผู้ศรัทธาทั่วไป ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๔๘๕ เรื่อยมา
ยันต์หนีบ
“ยันต์หนีบ” มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะลงอักขระ ๒ ด้านประกบกัน กล่าวกันว่า ผู้ที่ถูก “ทำ” ด้วยยันต์หนีบ (คือถูกเขียนชื่อสอดไว้ในยันต์หนีบนี้) จะตกอยู่ในอาการลุ่มหลง สิเน่หา รักใคร่ผู้เป็นเจ้าของยันต์หนีบยิ่งนัก ถือว่าเป็นศาสตร์แห่งวิชาไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังและนิยมกันมากในหมู่ชายหนุ่มแห่งดินแดนล้านนาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน

พระเนื้อผงและพระผงเกศาพิมพ์ต่างๆ

พระสมเด็จปรกโพธิ์ปัจเจกธรรม
ด้วยความโชคดีที่ว่าไว้ข้างต้นนั่นแหละที่ได้พบ “พระปัจเจกธรรม” พระเนื้อผงอีกพิมพ์หนึ่งจากหลายๆ พิมพ์ องค์ที่จะกล่าวถึงนี้เป็นพระสมเด็จพิมพ์ปรกโพธิ์ ด้านหลังจะมีเศษพัดหางนกยูง จึงนิยมเรียกกันว่า “สมเด็จหางนกยูง” เนื้อมวลสารและแบบพิมพ์จะคล้ายกับพระสมเด็จของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค และพระสมเด็จครูบาขันแก้ว วัดสันพระเจ้าแดง ซึ่งคณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก ได้สร้างถวายครูบาชุ่ม โพธิโก นอกจากนี้มีมวลสารบางส่วนครั้งเมื่อสร้างพระสมเด็จของหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ผสมอยู่ด้วย สำหรับหางนกยูงที่นำมาโรยไว้ที่ด้านหลังของพระปัจเจกธรรมนั้น ได้มาจากพัดหางนกยูงของครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย ที่ชำรุดบางส่วน ซึ่งพัดหางนกยูงนี้ ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย ได้มอบให้ไว้แก่ครูบาชุ่ม โพธิโก ในฐานะเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิด พระปัจเจกธรรมนี้ ได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ จำนวนเพียงไม่กี่ร้อยองค์เท่านั้น จากนั้นครูบาชุ่ม โพธิโก ได้อธิษฐานจิตปลุกเสก เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๑๙ ก่อนที่ครูบาชุ่ม โพธิโก จะมรณภาพในอีก ๕ เดือนถัดมา


น้ำหวาน เย็นฉ่ำ
Tel : 086-8424477, 089-6349448

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:52 น.]



โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:53 น.] #335478 (1/9)


(D)


พระผงเกศา

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:54 น.] #335480 (2/9)


(D)


เหรียญรุ่นแรก เนื้อทองแดง ห่วงเชื่อม

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:55 น.] #335483 (3/9)


(D)


เหรียญหมดห่วง เนื้อนวะโลหะ

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:56 น.] #335485 (4/9)


(D)


สมเด็จหางนกยูง

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:58 น.] #335488 (5/9)


(D)


พระปรกโพธิ์องค์จ้อย
// 086-8424477 // 089-6349448

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 12:59 น.] #335490 (6/9)


(D)
l

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 13:01 น.] #335496 (7/9)


(D)


เหรียญครูบาศรีวิชัย ครูบาชุ่ม (ศิษย์-อาจารย์) ออกวัดพระธาตุสบฝาง

โดยคุณ dangphayao (0)  [ศ. 08 ส.ค. 2551 - 13:01 น.] #335498 (8/9)

โดยคุณ wichean15 (6.2K)  [จ. 11 ส.ค. 2551 - 17:48 น.] #337513 (9/9)
งามแต้ๆหน่อ อ้ายแดง

!!!! กรุณา Login ก่อนจึงจะเสนอความคิดเห็นได้ !!!


Copyright ©G-PRA.COM
www1